เลี้ยงลูกจนเป็นโสเภณี

posted on 10 Feb 2007 13:45 by deltadrive  in Psychology
จากคอลัมน์ "มองชีวิต" นิตยสารดิฉัน
ผู้เขียน - ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ

เลี้ยงลูกจนเป็นโสเภณี

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นโสเภณีหรอก ผมแน่ใจ

กรณีที่จะเล่านี้น่าสนใจมาก พ่อแม่ทั้งรวยและมีการศึกษาดี เลี้ยงลูกสาวแสนสวยจนกลายเป็นโสเภณีด้วยความสมัครใจของลูก แล้วพ่อแม่จะช้ำใจบ้างไหม?

หญิงสาววัย ๓๐ เศษคนนี้ เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เธอเป็นคนสวย แต่งกายทันสมัย เธอบอกว่าเธอเป็นโสเภณีและไปทำงานหากินต่างประเทศด้วยความสมัครใจ นานๆกลับเมืองไทยครั้งหนึ่ง เธอมาหาผมเพราะอยากเล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟังเพื่อเป็นข้อมูลให้ผมเอาไปเขียนแนะนำผู้คนในสังคมต่อไป

"ดิฉันเกิดมาในครอบครัวที่ใครๆก็บอกว่าน่าอิจฉา คุณพ่อเป็นคนเก่งมาก ฉลาด จบการศึกษามาจากต่างประเทศ รับราชการมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากเป็นคนฉลาดและรู้จักทำมาหากินนอกจากรับราชการ คุณพ่อจึงมีฐานะดีมาก

ส่วนคุณแม่ก็เป็นคนสวย เรียนเก่ง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในเมืองไทย ชีวิตคุณแม่เรียบๆ ไม่ต้องทำงานหนักก็ไม่เดือดร้อน เพราะคุณตารวยอยู่แล้ว"
เธอเกริ่นเล่าเรื่องชีวิตที่ขั้นต้นเหมือนนวนิยายเพ้อฝัน

"พ่อกับแม่แต่งงานกันด้วยความรัก แม่บอกว่ารักพ่อ ดิฉันก็เชื่อว่าพ่อรักแม่ และรักมากๆด้วย แต่ทั้งคู่มีความรักที่ประหลาด พ่อจะรักแม่แบบหวงแหน พ่อไม่อยากให้แม่ทำอะไรและไม่อยากให้ไปไหนไกลๆ อยากให้แม่อยู่คอยดูแลพ่ออย่างเดียว แต่ถ้าแม่ไม่เอาใจและไม่ทำตามที่คุณพ่อต้องการ คุณพ่อก็ลงไม้ลงมือกับคุณแม่จนบอบช้ำ คุณแม่เจ็บทั้งกายและใจแต่ก็ยอมทน เพราะคุณแม่บอกว่ารักคุณพ่อ

ดิฉันเกิดมาเป็นลูกคนโต เรามีกันทั้งหมด ๔ คนพี่น้อง แม่บอกว่าตอนเด็กๆดิฉันหน้าตาน่ารักมาก ใครๆก็หลงรัก ชอบเข้ามาเล่นและชื่นชม คุณพ่อจะโมโหมากถ้าใครมาเล่นและชมเชยดิฉัน ยิ่งถ้าคุณแม่สนใจดิฉันมากเท่าไร คุณพ่อก็จะพาลหาเรื่องตำหนิคุณแม่และดิฉันตั้งแต่ยังเล็กๆ หาว่าเลี้ยงแบบนี้จะทำให้ลูกเสียคนบ้างล่ะ ดิฉันเคยถูกลงโทษเวลาทำอะไรไม่ถูกใจคุณพ่ออย่างรุนแรงทุกครั้งตั้งแต่เด็กๆ ทั้งถูกเฆี่ยนตี ตบหน้า ฉุดกระชากอย่างโกรธแค้น ดิฉันเคยถูกตีจนตัวเขียวช้ำไปทั้งตัว

นอกจากนั้นคุณพ่อมักจะด่าประณามแบบเสียๆหายๆ ด่าลูกเป็นสัตว์บ่อยๆ แต่ประโยคที่ดิฉันเจ็บใจมากก็คือ ด่าดิฉันว่าเป็นนางโสเภณี โตขึ้นคงจะเป็นผู้หญิงหากินบ่อยๆ แม่ก็ได้แต่สงสารลูก ถ้าเข้ามาช่วยแม่ก็โดนลงโทษไปด้วย"
เธอเล่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมระดับนี้ให้ฟัง จากการเริ่มต้นที่แลดูเหมือนโชคดี กลายเป็นโชคร้ายไปแล้ว

"ดิฉันเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ไม่ดีเลย ดิฉันกลายเป็นคนขาดความมั่นใจ แต่ชอบเอาชนะ หัวแข็ง หัวดื้อ สิ่งไหนที่คุณพ่อไม่ชอบ ดิฉันก็ยิ่งอยากทำ คุณพ่อก็ทั้งด่าและลงโทษรุนแรงมากขึ้น มีผู้ชายดีๆมาจีบดิฉันหลายคน ดิฉันก็ชอบเขาไปหมด แต่ไม่รักใครจริงๆสักคน อยากให้เขามาสนใจเท่านั้น บางครั้งอยากหนีออกไปมีครอบครัว แต่ก็กลัวสามีจะเป็นเหมือนพ่อซึ่งดิฉันไม่ชอบ และอีกใจหนึ่งก็ชื่นชมความเก่งของพ่อ คุณพ่อไม่เคยชมดิฉันเลย" น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้

"ดิฉันสงสารคุณแม่ เบื่อครอบครัว เมื่อมีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศจึงไม่รีรอ เรียนจบแล้วหางานทำซึ่งก็ได้งานดี เงินดีด้วย แต่แปลกนะคะคุณหมอ ดิฉันมักนึกถึงคำด่าของคุณพ่อที่แล่นเข้ามาในใจเรื่อยๆ ที่ว่าดิฉันจะเป็นโสเภณี แรกๆดิฉันเกลียดโสเภณีมากชนิดเข้ากระดูกดำเลย แต่พอโตขึ้นๆชักเริ่มเห็นใจผู้หญิงเหล่านี้ เริ่มศึกษาชีวิตของพวกเธอในด้านลึก ซึ่งมีทั้งที่เป็นโสเภณีด้วยความจำเป็นและด้วยความสมัครใจ และเหมือนมีสิ่งลึกลับมาสั่งให้ดิฉันลองเป็นโสเภณีดู ดิฉันไปในถิ่นโสเภณีและลองเป็นโสเภณี ประสบการณ์ครั้งแรกแทนที่จะตื่นเต้นกลับเฉยๆ รู้แต่เพียงว่าเราทำได้ และได้ทำแล้ว ไม่เห็นยากเลย ถามว่าอายไหม ตอบว่าไม่อาย และแม้ไม่มีความจำเป็นทางด้านการเงินเลยแต่ก็อยากทำ เมื่อทำแล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆแต่มีกติกาในใจว่าข้อแรกจะไม่บริการผู้ชายไทย ข้อสองจะไม่รักใครเลย และข้อสามทุกคนต้องจ่ายเงินมากหรือน้อยแล้วแต่ดิฉันจะเรียก นี่ก็ทำงานอย่างนี้มาหลายปีแล้ว บางครั้งก็มีงานประจำอื่นทำควบคู่ไปด้วย แต่ยังไม่อยากเลิกอาชีพนี้เลย" เธอผ่อนลมหายใจเบาๆเมื่อจบประโยค

ผมถามว่าพ่อแม่รู้ไหมว่าเธอทำอาชีพนี้ เธอตอบว่าเขาเคยโทรศัพท์ไปเรียกให้กลับเมืองไทย แต่เธอไม่กลับ พ่อก็ด่ามาอีกว่าจะไปเป็นโสเภณีก็ตามใจ เลยได้เป็นสมใจเลย คิดว่าพ่อแม่ยังไม่รู้หรอก

"ถ้าพ่อรู้ เขาอาจจะพอใจก็ได้ที่ด่าลูกจนเป็นโสเภณีได้ตามคำด่า แต่ถ้าเขาเสียใจ ดิฉันก็สะใจค่ะ เขาจะได้รู้ว่าการเสียใจเป็นอย่างไร"

กรณีเช่นนี้ พ่อคงมีบาดแผลในใจ ขาดความรัก หรือได้รับความทารุณทางกายและใจจากพ่อแม่มาก่อน จึงยึดภรรยาเป็นสิ่งรักแบบหวงแหน และอิจฉาทุกคนที่มาแย่งความรักไปจากภรรยา แม้แต่ลูกสาว จึงโกรธแค้นด่าว่ารุนแรง ลูกสาวก็ได้รับบาดแผลทางใจเช่นเดียวกัน จิตใจจึงตกต่ำ ไม่ภูมิใจตัวเอง เข้าข่ายใฝ่ต่ำได้ เมื่อมีโอกาสจึงประพฤติตัวตามคำด่าของพ่อได้ง่าย

การรักษาช่วยเหลือนั้นต้องเยียวยาแผลใจให้ดีขึ้น ต้องรู้จักอภัย และพัฒนาตัวเองเสียใหม่ ไม่เช่นนั้นคนที่มีแผลใจก็จะไปสร้างแผลใจให้กับลูกหรือคนใกล้ตัวได้อีกต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น

พ่อแม่นี่แหละเป็นคนสร้างแผลใจให้ลูกได้ดีที่สุด

รู้แล้ว... อย่าทำเลยนะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เง้อ...
น่าสงสารอ่ะคะ-*-
อ่านแล้วอึ้งค่ะ
ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ตัวละครมีชีวิตแต่ละตัว
ต่างก็มีเหตุและผลของตัวเอง

#2 By eeddy(อี๊ด) on 2007-02-10 16:01


เราว่าการเป็นอะไรมันอยู่ที่ตัวเรานะ
เราไม่ทำให้ใครเดือดร้อนมันก้พอแล้ว

#3 By -'๑'- So^^Cool -'๑'- on 2007-02-10 21:12

เราคล้ายๆ กับผู้หญิงคนนี้เลยอ่ะ เพียงแต่เราไม่ได้เป็นโสเภณี และพ่อเราก็ไม่ได้ร้ายกาจเหมือนอย่างนี้ แต่อ่านแล้วสิ่งที่รู้สึกเข้าอกเข้าใจเลยก็คือความรู้สึกที่มีต่อพ่อ การต่อต้านและการต้องการประชด แต่เราคงโชคดีกว่าเธอตรงที่เราควบคุมตัวเองได้และปล่อยวางทิฐิเพื่อไม่ให้ตัวเองถลำไปในทางที่ผิด

แต่สิ่งผิดที่เราเป็นและไม่อาจควบคุมมันได้เลยคือความรู้สึกแย่ๆ ที่มีต่อพ่อ ความสะใจเมื่อต่อต้านพ่อ ไม่อยากโตขึ้นเป็นผุ้ใหญ่อย่างพ่อ (แต่นิสัยเสียๆ ของเราเรามักโทษอยู่เสมอว่าได้รับอิทธิพลจากพ่อนั่นแหละ) รวมถึงเกลียดผู้ชายทุกคนที่มีลักษณะเหมือนพ่อ จะไม่ยอมคบหาด้วยเป็นอันขาดแม้ว่าเขาจะเป้นคนดีแค่ไหนก็ตาม หมั่นไส้พ่อแล้วมาลงที่คนอื่นอ่ะ

จะว่าไปเราก็เข้าข่ายป่วยทางจิตเหมือนกันนะเนี่ย เหอๆๆๆ

#4 By ++ r o s i f i x ++ on 2007-02-12 19:19

น่าสงสารเขานะ เข้าใจเลย พ่อไม่น่าพูดแบบนั้นเลย คำพูดของคนเป็นสิ่งที่อันตรายมากเลยนะ เราคิดว่าหลายคนต้องเสียอนาคตเพราะประชดคำพูดของคนแค่คนเดียว เฮ้อ...
อ่านแล้วพูดไม่ออกเลยค่ะ
คือชีวิตเราก็คล้ายแบบนี้ (แต่ยังไม่ได้เป็นโสเภณีนะคะ)
ที่ว่าคล้ายคือ เติบโตมาในครอบครัวที่ใช้คำรุนแรงและการด่าทอน่ะค่ะ คุณพ่อเป็นคนอารมณ์ร้ายและผีเข้าผีออก บางทีก็ดี บางทีก็น่ากลัว
คุณแม่ก็อารมณ์แรงค่ะ เลยทำให้ที่บ้านมีแต่เสียงทะเลาะตลอด พอเลิกกัน ก็ตามสเต็ปล่ะค่ะ บ้านแตกสาแหรกขาด
ต้องกัดฟันอดทนกว่าที่จะผ่านชีวิตมาได้ถึงทุกวันนี้

#6 By Ladyoffice on 2008-04-07 12:10