จากคอลัมน์ "แม่และเด็ก" นิตยสารดิฉัน
ผู้เขียน - นพ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ



การอยู่เป็นโสดทำให้อายุสั้นจริงหรือ?

ประเทศแห่งการศึกษา ค้นคว้า และข้อมูล เห็นทีจะไม่มีประเทศไหนแอ็คทีฟเกินหน้าไปกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา

และนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนอเมริกันตั้งข้อสงสัยขึ้นมา ให้ช่วยกันคิดว่า "คนเป็นโสดซิงๆ อายุสั้นจริงหรือ"

เป็นโสดซิงๆในที่นี้ เขาให้คำจำกัดความว่า ไม่เคยแต่งงานมาก่อน ไม่ได้เป็นแม่ม่าย ไม่เคยหย่า

แล้วเขาก็ให้คำตอบว่า "คนที่เป็นโสดซิงๆ อายุสั้นกว่าคนที่แต่งงานแล้ว"

จึงมีการศึกษาค้นคว้าแล้วก็ตีพิมพ์กันเป็นเรื่องเป็นราวในวารสารทางการแพทย์ชื่อ "Journal of Epidemiology and Community Health" ประจำเดือนกันยายนปีที่แล้ว

เขากล่าวเพียงสั้นๆว่า การเป็นโสดไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกาย หรือสุขภาพจิต

ซึ่งความจริงแล้วเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานและการไม่แต่งงานมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น การค้นคว้าเกี่ยวกับ "การแต่งงานกับอายุที่ยืนยาวกว่า" หรือการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่อง "การแต่งงานกับโรคหัวใจที่ลดน้อยลง" และนี่เกี่ยวกับเรื่อง "การอยู่เป็นโสด ทำให้อายุสั้น"


แต่งงานแล้วทำให้อายุยืนยาวกว่า จริงหรือ?

คำตอบของเขาก็คือ การแต่งงานเปรียบเหมือนการได้เข้าสังคมชนิดหนึ่ง คือสังคมครอบครัวช่วยให้การสูบฉีดของโลหิตในร่างกายดีขึ้น พูดง่ายๆว่าเลือดไหลเวียนดีขึ้นเพราะชีวิตครอบครัวนั้นมีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป มีรสชาติหลากหลายว่างั้นเถอะ

สิ่งเหล่านี้มีผลลทำให้ชีวิตคุณยืนยาวขึ้น แต่ต้องมีข้อยกเว้นนะครับว่า คุณต้องไม่ชิงฆ่าตัวตายเสียก่อนเพราะปัญหาครอบครัวอย่างที่เป็นข่าวกันบ่อยๆ

คุณจะต้องอดทนและทนอดกับคู่สมรสของคุณไปเรื่อยๆ แล้วจะช่วยให้ชีวิตของคุณยืนยาวออกไป ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นว่าชีวิตคู่นั้นช่วยประคองชีวิตซึ่งกันและกัน ผมเคยเจอคู่สามีภรรยาใช้ชีวิตร่วมกันมาจนแก่เฒ่า เมื่อฝ่ายหนึ่งตายจากไปได้ไม่นาน อีกฝ่ายก็มักจะตายตามไป


ทำไมคนโสดถึงได้อายุสั้นกว่า สาเหตุของการตายมีหลายแบบครับ

เขาสรุปให้ฟังว่า คนที่มักจะตายในช่วงอายุ 19 - 45 ปีนั้น มักจะตายด้วยสาเหตุจากการติดเชื้อ และเชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด ถ้าหากจะให้คุณๆเดาว่ามันคือเชื้ออะไร ผมเชื่อว่าคุณๆน่าจะเดาถูก

ใช่ครับ เชื้อไวรัสโรคเอดส์มาเป็นอันดับหนึ่ง

ทั้งนี้ก็เพราะว่า คนโสดที่ไม่มีคู่หูมักจะชอบเที่ยวและมักจะจบลงด้วยการสำส่อนทางเพศ นั่นเท่ากับเปิดโอกาสการติดเชื้อเอดส์ให้กับตนเอง

เมื่อติดเอดส์แล้ว ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าไม่มียารักษา ในที่สุดก็ต้องตายไป ตายทั้งๆที่อายุยังน้อย

โรคเอดส์จึงคร่าชีวิตของคนโสด ไม่มีครอบครัวไปเป็นจำนวนมาก และเชื้อเอดส์มันก็ไม่เข้าใครออกใคร

ไม่ว่าจนหรือรวย
ไม่ว่ามีตำแหน่งใหญ่โตเป็นรัฐมนตรี หรือต่ำต้อยถีบซาเล้ง
หากเป็นเอดส์แล้ว ก็รอวันตายก่อนกำหนดได้เลย

เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่แต่งงานมีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนแล้วนั้น ก็มักจะให้โอกาสกับความสำส่อนทางเพศน้อยลง และถ้ายึดหลักที่ว่า "ซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ไม่ต้องกลัวเป็นเอดส์" ก็จะยิ่งทำให้ห่างไกลจากการตายในวัยอันไม่สมควรได้มากขึ้น


สำหรับกลุ่มคนที่มีอายุมากขึ้น แต่ยังเป็นโสด ก็มักจะจบชีวิตลงเพราะโรคหัวใจ หรือไม่ก็เพราะโรคเรื้อรังชนิดอื่นๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เขาสรุปว่าคงเป็นเพราะสุขภาพจิตของคนโสดนั้นดีสู้คนมีครอบครัวแล้วไม่ได้ เพราะการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้น เขาบอกว่าเป็นการสร้างภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆได้ดีขึ้น

อีกประการหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมิใช่น้อยที่ช่วยให้ชีวิตของคนมีครอบครัวแล้วนั้นมีชีวิตยืนยาวกว่า นั่นก็คือความเป็นห่วงในครอบครัว ทำให้ความคิดที่จะเสี่ยงต่อชีวิตของตนเองลดน้อยลง จะยกตนเองเป็นตัวอย่างถึงความเสี่ยงในสมัยก่อนมีครอบครัว และสมัยเมื่อมีครอบครัวและมีลูกแล้ว ว่ามีความแตกต่างกันมาก

ในสมัยก่อนแต่งงานนั้นไม่ค่อยกลัวตาย ชอบทำอะไรแบบเสี่ยงตายอยู่เรื่อย ไม่ค่อยจะกลัวแบบเสี่ยงตายอยู่เรื่อย ไม่ค่อยจะกลัว เช่นการกระโดดลงเล่นน้ำตามสถานที่ที่เสี่ยงภัย เช่น น้ำตก เมื่อถึงตอนนี้ เมื่อกลับไปมองในอดีตก็จะเกิดความรู้สึกเสียวๆว่า ถ้ากระโดดลงไปเจอหินใต้น้ำล่ะ จะเป็นอย่างไร

ถึงปัจจุบัน เมื่อมีครอบครัวและมีลูกแล้ว ก็จะไม่กล้าทำแบบนั้นอีก หรืออย่างกรณีปีนเขา ทุกวันนี้ไม่กล้าปีนแล้วครับ กลัวหล่นลงมา และที่สำคัญ ทุกวันนี้เกิดเป็นโรคกลัวความสูงขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับความกลัวตกลงไปตายนี่แหละ

เป็นอันว่าเล่นอะไรที่มันมีความเสี่ยงต่อชีวิต ผมเป็นอันเลิกหมด ซึ่งผมเชื่อว่าก็คงจะเป็นเช่นเดียวกันกับคนที่มีครอบครัว แต่งงาน หรือมีแฟนแล้วทั้งหลาย จะเกิดความรักในชีวิตของตนเองมากขึ้นกว่าสมัยที่ยังเป็นโสด


อีกประการหนึ่งที่ช่วยทำให้คนที่แต่งงาน มีครอบครัวแล้ว มีชีวิตยืนยาวขึ้นก็คือความเป็นห่วงเป็นใยต่อกันและกัน มีการปรึกษากันถึงเรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการแพทย์สมัยใหม่จะเน้นการป้องกันโรคมากกว่าการเน้นเรื่องการรักษา แน่นอนว่าเมื่อเกิดเป็นโรคขึ้นมาแล้ว ก็ต้องทำการรักษา

แต่ปรัชญาที่ว่า "ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข" นั้น เป็นความจริงเสมอ ทางการแพทย์สมัยใหม่จึงพบว่ามนุษย์เราสมัยนี้นิยมการตรวจสุขภาพร่างกายกันเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือประจำเดือน หรือประจำปีกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี เพราะมีโรคต่างๆมากมายที่สามารถตรวจพบได้โดยที่มันยังไม่แสดงอาการ

สิ่งเหล่านี้ นอกจากทางการแพทย์จะได้ออกประกาศแนะนำแล้ว บุคคลที่มีครอบครัวแล้วก็อาศัยบุคคลในครอบครัวนั่นแหละเป็นคนคอยกระตุ้นเตือน ช่วยให้มีการตรวจสุขภาพกันเป็นประจำ

ที่สำคัญก็คือ ช่วยให้มีอายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง


อย่าอยู่เป็นโสดเลยนะครับ เชื่อผม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เมื่อก่อน ตำราจีนก็บอกว่า คนเราต้องแต่งงาน
จะได้มีหยินหยางครบสมบูรณ์อายุก็จะยืน
เดี๋ยว นี้มีเหตุผลทาง วิทยาศาสตร์ด้วย
อืม น่าเชื่อถือbig smile

#1 By chenlee on 2007-10-12 17:25

จึ้กเลย แต่ตอนนี้ก็เป็นโสดกันต่อไป ~~

สงสัยต้องรีบหาคนมาอยู่ด้วยแล้วล่ะมั้งเนี่ย 55

#2 By blueduck * on 2007-10-12 17:28

ไม่อยากเป็นโสดหรอกค่ะ แต่ยังหาคนที่มาแต่งงานด้วยไม่เจอซักที เฮ้ออออ

#3 By + + n e o r o s i f i x + + on 2007-10-13 02:12


ตอกย้ำคนโสดจริงๆ ตำรานี้ cry

#4 By moodee on 2007-10-14 18:40

ตอนพิมพ์ไปก็นั่งสะอึกไปด้วยครับ
คือมันก็แทงใจดำ จขบ. เหมือนกันนะ บทความนี้

#5 By DeltaDrive on 2007-10-14 21:23

555 แต่งไป ดูไม่ดี ก็มีหย่า เสียสุขภาพจิตพอกัน อยู่กับพ่อกับแม่จนแก่เฒ่าดีกว่า สบายใจค่ะ 555