คำเตือน... บทความนี้อาจมีการเฉลยเนื้อเรื่องบางส่วนไปบ้าง แต่ จขบ. พยายามที่จะคงไว้ซึ่งความลึกลับน่าค้นหาของเนื้อเรื่องให้มากที่สุด ขออภัยหากบทความนี้ทำให้บั่นทอนความสนุกของหนังสือชุดนี้ลงไป

ความยาวของบทความนี้มีมากพอสมควร (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปด้วย) อาจใช้เวลาในการอ่านค่อนข้างนาน ขออภัยด้วยครับ



เอาละ หลังจากที่เมื่อคืนได้เกริ่นไว้เล็กน้อยเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้ก่อนจะขอตัวไปนอนเอาแรงเสียก่อน ก็จะขอสานต่อการรีวิวหนังสือชุดนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทันทีที่ตื่นนอน (ได้ข่าวว่าหน้าตายังไม่ได้ล้างเลย)

จริงๆแล้ว อยากเขียนรีวิวตั้งแต่อ่านเล่มแรกจบ แต่คิดว่าคงจะเป็นการดีกว่าถ้าจะอ่านจบทั้งสามเล่มแล้วเขียนถึงเสียทีเดียว เพื่อจะได้มองเห็นถึงจุดเชื่อมโยงแต่ละเล่ม จุดเด่นทางด้านการเขียนของนักเขียนคนนี้ที่เป็นเอกลักษณ์ในทั้งสามเล่ม


ก่อนจะกล่าวถึงในแต่ละเล่ม จะขอพูดถึงสภาพทางการเมืองที่ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือชุดนี้เพื่อเพิ่มความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

หนังสือชุดนี้กล่าวถึงชั้นเชิงทางการเมือง การทหาร การเจรจาต่อรอง และสงครามระหว่างเมืองทั้งสาม อันได้แก่ ซูนิส, เอ็ดดิส และแอตโทเลีย โดยมีมือที่สี่อย่างจักรวรรดิ์มีดส์เข้ามาร่วมมีบทบาทในเล่มที่สองและสาม

แต่ละเมืองนั้นต่างมีข้ออ้างของตนในการที่จะทำสงครามแย่งชิงพื้นที่และอำนาจของอีกฝ่าย และฝ่ายที่ต้องตกอยู่ในสถานะการลำบากที่สุดคือเอ็ดดิส ซึ่งเป็นเมืองที่คั่นกลางระหว่างซูนิสกับแอตโทเลีย และมีความเป็นกลางไม่เข้ากับฝ่ายใดทั้งสิ้น จึงทำให้ต้องจำยอมรับมือกับศึกทั้งสองด้านที่ถูกตีขนาบเข้ามาดังที่จะได้กล่าวถึงในเล่มที่สอง

เริ่มต้นด้วยเล่มแรก

จอมโจรยูเจนิดิส (The Thief)



เล่มนี้กล่าวถึงการผจญภัยครั้งแรกของเจ็น หรือ ยูเจนิดิส โจรคนหนึ่งที่เที่ยวป่าวประกาศว่าตนเองนั้นสามารถขโมยได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และได้แอบเข้าไปขโมยของบางอย่างขององค์กษัตริย์แห่งซูนิสจนถูกจับกุมเข้าคุก แต่... กษัตริย์แห่งซูนิสและราชครูยื่นข้อเสนอที่จะปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระหากเขาร่วมเดินทางไปกับคณะของราชครูและช่วยขโมยของบางสิ่งมาให้กับกษัตริย์ ทั้งองค์กษัตริย์และราชครูต่างเห็นเจ็นเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จะนำพาเอาความรุ่งเรืองทางการเมืองมาสู่ตนเพียงเท่านั้น แต่เจ็นเองก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมอยู่ในฐานะเช่นนั้นตลอดไป


เปิดตัวมาครั้งแรกเราก็จะพบกับสภาพอันไม่ค่อยจะเหมือนกับฮีโร่ หรือพระเอกโดยทั่วไปของวรรณกรรมแนวนี้สักเท่าไรนัก ภาพลักษณ์ที่พระเอกต้องมาดแมน แข็งแรง บุคลิกดี มีความกล้าหาญ เก่งกล้าสามารถ อาจไม่ได้พบในตัวเจ็น เขาเป็นเพียงจอมโจรธรรมดาทั่วๆไปที่พูดสำเนียงเพี้ยนๆ เก่งแต่ในเรื่องพูดจาเสียดสีกวนประสาท ขี่ม้าก็ไม่เป็น ออกจะอ่อนแอ ทำอะไรตามใจตนเองเป็นหลัก

แต่เมื่อได้อ่านไปจนจบเล่มแรก เราจะได้รับทราบว่าจอมโจรผู้นี้มีความฉลาดปราดเปรื่อง เจ้าแผนการณ์ และมองการณ์ไกลของเจ็นมากเพียงไหน และนั่นเป็นจุดดีที่สามารถนำเอามาขายได้ของเขา


การดำเนินเนื้อเรื่องอาจจะดูอืดอาดเชื่องช้าไปบ้างในช่วงครึ่งเล่มแรก เพราะกล่าวถึงสภาพในคุกของเจ็น การเจรจาตกลงกับกษัตริย์และราชครู รวมทั้งการออกเดินทางกับความสัมพันธ์ต่างๆของบุคคลในคณะเดินทางครั้งนี้ กว่าจะเข้าสู่การเริ่มต้นการขโมยอันจะนำพาชื่อเสียงมาสู่จอมโจรได้นั้นก็ล่วงเข้าไปครึ่งเล่ม  การดำเนินเนื้อเรื่องในช่วงครึ่งหลังจะเริ่มกระชับและทวีความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเปิดเผยความสัมพันธ์และตัวตนอันแท้จริงของตัวละครแต่ละตัวออกมา ก่อนจะปิดท้ายด้วยการจบแบบหักมุมถึงสถานะที่แท้จริงของเจ็น

ผู้เขียนพยายามชักจูงให้คนอ่านคิดตามไปว่าเจ็นจะสามารถหลุดพ้นจากสภาพของเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการแสวงหาอำนาจได้อย่างไร และสร้างความประทับใจด้วยการหักมุมเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของเจ็นกับแนวคิดและการกระทำสุดท้ายที่มีต่อสิ่งที่เจ็นเสี่ยงตายขโมยมาได้ และเล่มนี้ก็เป็นการปูพื้นฐานความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสามตัว อันจะมีบทบาทอันยิ่งยวดในเล่มถัดไปอย่างเจ็น ราชครู และราชินีแห่งเอ็ดดิส


เล่มที่สอง

ราชินีแห่งแอตโทเลีย (The Queen of Attolia)




เริ่มต้นเล่มมาด้วยการท้าทายอำนาจอันยิ่งใหญ่ของราชินีแห่งแอตโทเลีย และการสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของเจ็นที่จะชักพาให้เขาต้องพบกับบททดสอบครั้งสำคัญของตัวเอง ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ ทั้งทางด้านการงาน การเมือง และความรัก

เจ็นได้ท้าทายพระราชอำนาจของราชินีแห่งแอตโทเลียอีกครั้งหลังจากได้ทิ้งความเคืองแค้นแก่นางเอาไว้ในเล่มที่หนึ่ง แต่คราวนี้เขาพลาดและถูกพระองค์จับกุมตัวได้ ก่อนที่จะลงโทษเขาอย่างรุนแรงและปล่อยตัวเจ็นกลับสู่เอ็ดดิส การลงโทษในครั้งนี้เป็นการทำลายทั้งร่างกาย และจิตใจของเจ็นเป็นอย่างมาก

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเมืองทั้งสามอันได้แก่ ซูนิส เอ็ดดิส และแอตโทเลียเริ่มเปราะบางและดุเดือดมากยิ่งขึ้นจนนำไปสู่สงครามสามเส้า ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงเอาความได้เปรียบมาไว้ในกำมือของตน และต่างฝ่ายก็ต่างผลัดกันได้เปรียบและเสียเปรียบกันไป

จุดเริ่มต้นของสงครามคือการนำเอาข้ออ้างว่าด้วยการประทุษร้ายอันรุนแรงที่ทางแอตโทเลียกระทำต่อจอมโจรแห่งราชสำนักเอ็ดดิสอย่างเจ็น จนทำให้ทางเอ็ดดิสต้องมีมาตรการตอบโต้แอตโทเลียคืนและเป็นชนวนเหตุแห่งสงครามในท้ายที่สุด ทางฝ่ายซูนิสเองก็มีเหตุผลของตนในการยกพลเข้ามารุกรานเอ็ดดิสเช่นกัน

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองถูกกดดันบีบคั้นอย่างหนัก เจ็นเองกลับไม่ได้รับรู้ถึงสงครามที่ก่อตัวขึ้นแม้เพียงน้อย เขายังคงจมอยู่กับฝันร้ายและความโศกเศร้า ความรู้สึกด้อยคุณค่าของตนเอง เขาต้องต่อสู้เอาชนะกับฝันร้าย และเรียกความศรัทธาในตัวเองกลับคืนมา

และในที่สุดเจ็นก็ทำได้สำเร็จ เขาเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทางซูนิสหลงเข้าใจผิดและหันเหความสนใจทางสงครามไปสู่แอตโทเลีย ซึ่งทางแอตโทเลียเองก็จำต้องรับมือซูนิสด้วยเช่นกัน จึงทำให้สภาพการณ์ที่ทางเอ็ดดิสเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากที่สุด ที่จำเป็นต้องรับศึกสองทางเพียงเมืองเดียวนั้น กลับกลายเป็นว่าทั้งสามเมืองใหญ่ต่างต้องพบกับศึกสองทางด้วยเช่นกัน เจ็นลอบทำภารกิจบางอย่างเพื่อลดทอนความได้เปรียบอันนั้นลงไป

ระหว่างที่สงครามยังคงดำเนินต่อไป เจ็นยังคงต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะใจตนเอง ข่มกลั้นความรู้สึกโศกเศร้าด้อยค่าของตนเองไว้ และได้วางอุบายอันแยบยลชิ้นหนึ่งซึ่งเขาและราชินีแห่งเอ็ดดิสเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามที่เกิดขึ้นได้ด้วยการขโมยสตรีนางหนึ่งจากแอตโทเลีย


เล่มนี้ ผู้เขียนจงใจวางเนื้อเรื่องหลักอยู่ที่การเอาชนะใจตนเองของเจ็น เมื่อต้องพบกับความสูญเสียครั้งสำคัญ และเขาต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ผู้อ่านจะถูกชักจูงว่าเมื่อไหร่ที่เจ็นจะสามารถกลับคืนสู่ปกติได้ โดยมีแบ็คกราวน์เป็นสภาพทางการเมืองและสงครามเป็นตัวเร่งเร้าให้เหตุการณ์น่าติดตามมากขึ้น เป็นเล่มที่จะกล่าวถึงการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นของจอมโจรแห่งเอ็ดดิสผู้นี้ รวมทั้งเรื่องราวของความรักที่ได้เกิดขึ้นภายในตัวของเจ็นอีกด้วย

เทียบกับเล่มแรกแล้ว การดำเนินเนื้อเรื่องไม่เหมือนกันซะทีเดียว ในขณะที่เล่มแรกเป็นการเอ่ยถึงตัวตนอันต่ำต้อยที่ปกปิดความจริงของยูเจนิดิสและการผจญภัยที่ดูคล้ายกับการผจญภัยโดยทั่วๆไปในหนังสือทำนองเดียวกัน แต่เล่มที่สองกลับดำเนินเรื่องไปด้วยความเข้มข้นตื่นเต้นตั้งแต่แรกเริ่มไปจนจบเล่ม การผจญภัยเริ่มกลายมาเป็นการปฏิบัติภารกิจทางการเมือง การทหาร และสงคราม เนื้อเรื่องมีความสลับซับซ้อนมากกว่าเล่มแรก ละความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละตัวละครยิ่งเด่นชัดมากยิ่งขึ้น การกระทำของตัวละครแต่ละตัวอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลเป็นอย่างดี


เล่มสุดท้าย

ราชันแห่งแอตโทเลีย (The King of Attolia)



การดำเนินเรื่องราวของเล่มนี้แตกต่างไปจากสองเล่มแรก โดยในสองเล่มแรกตัวดำเนินเรื่องคือเจ็น แต่ในเล่มที่สามนี้ ตัวดำเนินเรื่องคือนายทหารแอตโทเลียคนหนึ่งซึ่งอาจหาญกล้าแสดงความไม่พอใจต่อกษัตริย์องค์ใหม่แห่งแอตโทเลียด้วยการชกหน้าพระองค์จนทรุดกองกับพื้น

คอสติสจำต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้ทำลงไป นั่นคือการชกพระพักตร์ราชันองค์ใหม่ด้วยการถูกย้ายเข้าไปเป็นรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์ เขาต้องพบกับการปั่นหัวอันน่าหงุดหงิดรำคาญใจจากพระองค์อยู่เสมอ แต่ด้วยความใกล้ชิดที่ต้องคอยรับใช้และอารักขาพระองค์อยู่บ่อยๆ คอสติสเริ่มมองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของราชันผู้ที่ถูกคนอื่นๆมองว่าเป็นตัวตลก ไร้ความสามารถ และความพิการอันน่าอับอาย เขาเริ่มค่อยๆยอมรับในตัวพระราชาองค์ใหม่นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าพระองค์ทรงใช้เขาเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในพระองค์กับคนอื่นๆในราชสำนัก

บทบาทของตัวละครแต่ละตัวเริ่มเปลี่ยนไป และยังนำเสนอในอีกแง่มุมของบุคลิกของแต่ละตัวละครออกมา เจ็นไม่มีบทบาทเกี่ยวกับการผจญภัยมากเท่าสองเล่มแรก แต่ตัวเขาเองก็ยังต้องเผชิญกับอันตรายที่น่าหวาดหวั่น และยังต้องพบเจอกับความจอมปลอมของเหล่าบรรดาคนสนิททั้งหลาย รวมทั้งข้าราชบริพารคนอื่นๆในพระราชวัง

เนื้อเรื่องดำเนินเข้าสู่แผนการณ์ทางการเมืองเต็มรูปแบบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังราชันองค์ใหม่ ไม่ยอมรับในตัวพระองค์ ดูหมิ่นและเหยียดหยาม เจ็นต้องพบกับแบบทดสอบครั้งสำคัญว่าเขาจะสามารถขโมยเอาความไม่ยอมรับ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ความไม่นับถือในตัวเขาในฐานะกษัตริย์ออกมาจากเหล่าขุนนาง มหาดเล็ก ทหารรักษาพระองค์ และข้าราชบริพารคนอื่นๆได้หรือไม่

เนื้อเรื่องมีความซับซ้อนมากที่สุดในบรรดาหนังสือชุดเดียวกันนี้ เต็มไปด้วยเล่ห์กล เพทุบายต่างๆทางการเมืองและการโน้มน้าวใจคน เต็มไปด้วยการใช้คำพูดส่อเสียดเหยียดหยาม การกระทำที่บ่งบอกถึงความดูหมิ่น และถ้อยคำที่แฝงความนัยเอาไว้หลายจุดที่ต้องแปลความกันโดยละเอียด

ตัวละครสำคัญอย่างราชินีแห่งแอตโทเลียเริ่มเผยถึงอีกบุคลิกภาพหนึ่งของพระองค์ออกมา ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นสตรีผู้หยิ่งทระนง องอาจ กล้าหาญ เข้มแข็ง ใจคอเด็ดเดี่ยวและมีความเฉียบขาด เริ่มเผยให้เห็นถึงบุคลิกที่ทรงอ่อนโยน เมตตา เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อเจ็น อีกทั้งความอ่อนแอที่ทรงเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจแต่จำเป็นต้องกลบเกลื่อนด้วยสภาพทางการเมืองในพระราชวัง

เจ็นต้องใช้ความสามารถในการวางแผนการณ์ การมองการณ์ไกล และการโน้มน้าวใจคนอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ เราแทบไม่เห็นเขาต้องหกคะเมนตีลังกาจับดาบต่อสู้ ยกเว้นเพียงตอนเดียวในการชักจูงเนื้อเรื่องให้ขมวดปมแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น ที่เหลือคือการต่อสู้โดยใช้ไหวพริบปฏิภาณของจอมโจรผู้นี้อย่างแท้จริง





โดยรวมแล้วเป็นหนังสืออีกชุดหนึ่งที่ผมชอบเอามากๆ วึ่งส่วนหนึ่งคือความชอบในด้านภาษาที่ใช้ของคนแปล เป็นภาษาที่ผมอ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและลื่นไหล สวยงาม เข้าใจง่าย และชวนให้อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งผิดกับหนังสือบางเล่มที่ผมหยิบอ่านแล้วหยุดพักอ่านอยู่บ่อยๆด้วยเพราะภาษาที่ใช้ไม่ถูกใจ

อีกประการหนึ่งคือความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่าจอมโจรผู้นี้จะทำอย่างไรต่อไปในภายภาคหน้า เนื้อเรื่องที่ผูกโยงเข้าเป็นอย่างดี และความพลิกผันทางเนื้อเรื่องที่สร้างความประหลาดใจเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของหนังสือชุดนี้ มีจุดเชื่อมโยงของแต่ละเล่มเข้าด้วยกันแฝงอยู่เสมอๆ อาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปรากฏในเล่มที่สอง แต่ตัวละครในเล่มที่สามจะเปิดเผยว่าในช่วงเวลาเดียวกันของเล่มที่สอง เขาได้ทำบางสิ่งบางอย่างลงไปแต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยเอาไว้

ตัวละครหลักก็มิใช่บุคคลผู้เก่งกล้าสามารถเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ มาดแมนแข็งแกร่ง หากแต่เป็นหนุ่มน้อยวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่มีเพียงความเฉลียวฉลาด ไหวพริบปฏิภาณ และการโน้มน้าวใจคนสูงเท่านั้น เขายังมีความรู้สึกอ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง เขาเจ็บป่วยเฉกเช่นคนทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าถึงตัวละครได้มากกว่าความเป็นฮีโร่เต็มร้อย

ในเนื้อเรื่องมีการพูดถึงเทพเจ้าอยู่บ้าง และมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ของเหล่าเทพเป็นบางครั้ง แต่มันเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น จึงอาจไม่นับว่าอยู่ในประเภทวรรณกรรมผจญภัยเชิงแฟนตาซี หากแต่เป็นวรรณกรรมผจญภัยโดยทั่วไปเสียมากกว่า

เป็นหนังสือที่เหมาะกับผู้อ่านในช่วงวัยรุ่นขึ้นไป สำหรับเด็กๆประถมอาจขาดความเข้าใจในเนื้อหาบางจุดที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความซับซ้อนทางการเมืองและจะทำให้หมดความสนุกลงไป แต่ถ้ามีผู้ปกครองนั่งอ่านและอธิบายให้เห็นภาพ ให้เข้าใจได้โดยง่ายก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหนังสือชุดนี้เน้นไปที่การต่อสู้เพื่อเอาชนะใจตนเองและเอาชนะใจผู้อื่น เป็นแง่คิดที่นำไปปลูกฝังให้กับเด็กๆได้

เนื้อเรื่องในเล่มแรกคล้ายกับนำเอามหากาพย์อย่าง The Lord of The Ring ทั้งสามภาคมารวมไว้ด้วยกัน โดยตัดในส่วนของสงครามออกเหลือเพียงการผจญภัยของโฟรโด้เพียงเท่านั้น

ปริศนาทั้งหมดอาจจะยังมีหลงเหลือบ้าง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างซูนิสกับเอ็ดดิสยังคงไม่เข้าที่เข้าทาง ถึงจะลดความรุนแรงกันไปบ้างก็ตาม อีกทั้งมีบางตัวละครที่หายไปโดยไม่รู้ชะตากรรมในท้ายที่สุด แต่โดยส่วนตัวคิดว่าอาจจะไม่มีเล่มที่ 4 ตามออกมา เพราะคาดว่าผู้แต่งเองก็น่าจะพอใจแล้วกับการเติบโตขึ้นอย่างงามสง่าของยูเจนิดิส แต่ถ้าจะมีจริงๆ คาดเดาว่าคงต้องเป็นเรื่องของการรวมดินแดนทั้งสามเข้าไว้ด้วยกัน


สรุป

เป็นหนังสือชุดที่มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง มีเอกลักษณ์ในงานเขียน ไม่ใช่ทั้งหนังสือแนววัยรุ่น ไลท์โนเวลโดยทั่วไป และก็ไม่ใช่หนังสือที่พลิกความจริงช็อคโลกเหมือนกับงานเขียนแนวดาวินชีโค้ด เป็นชุดหนังสือที่มีความก้ำกึ่งอยู่ระหว่างเรื่องราวของวัยรุ่น และเรื่องราวของความเป็นผู้ใหญ่ มีทั้งการผจญภัยตื่นเต้น และการเชือดเฉือนทางการเมือง เป็นคล้ายๆกับคู่มือที่จะบอกให้วัยรุ่นได้รับรู้ถึงภาระหน้าที่ที่ตนมี ภาระหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบในอนาคตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และความเคารพนับถือในตนเอง ในอาชีพของตน และในตัวบุคคลอื่นๆ


ภาษา สำนวน

ภาษาที่ใช้ในการแปลมีความสวยงาม ลื่นไหล และเป็นธรรมชาติ ชวนให้อ่านอย่างไม่ติดขัด


จำนวนหน้า ความหนา
จำนวนหน้าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่ละเล่มหากอ่านโดยสบายๆ ไม่เร่งรีบ ค่อยๆซึมซับทุกตัวอักษรจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 - 5 วัน ความหนาไม่มากไม่น้อย พอดีๆที่จะทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเล่มหนาๆพอที่จะหันมาให้ความสนใจกับมันได้


รูปเล่ม

ขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คโดยทั่วๆไป เนื้อกระดาษสีนวลช่วยถนอมสายตา เข้าเล่มแบบไสกาว ไม่เย็บกี่


หน้าปก

การออกแบบปกเอามาจากต้นฉบับโดยตรง ซึ่งมีการออกแบบที่สวยงามอยู่แล้ว รูปที่ใช้ประกอบปกเป็นภาพวาดที่ลงสีและให้แสงเงาได้สวยงามสมจริง

พูดถึงเรื่องหน้าปก... ผมมีปกอีกแบบของเล่มที่สอง "ราชินีแห่งแอตโทเลีย" มาให้ชมครับ



ความคุ้มค่า

สำหรับตนเอง ผมให้คะแนนความคุ้มค่าของหนังสือเล่มนี้เต็ม 10 อ่านจบทั้งหมดสามเล่มแล้ว พอได้เหลือบไปเห็นเล่มที่หนึ่งก็อยากหยิบอ่านใหม่อีกรอบนะนี่


ราคา

ไม่แพงมากเกินไปครับ อยู่ในช่วงที่น่าจะพอหามาอ่านกันได้โดยไม่ต้องคิดมากสักเท่าไรนัก


ผู้เขียน

Megan Whalen Turner : เมแกน วาเลน เทอร์เนอร์


ผู้แปล

ปัทมา อินทรรักขา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เล่มนี้จะมีเล่มต่อจากสามเล่มนี้ด้วยนะคะ โดยส่วนตัวยังอ่านไปไม่ถึงไหนเลย(แต่คนที่บ้านอ่านแล้วบ้าเอามากๆ) ก็ดีได้ขึ้น hotpost ด้วย ส่งเสริมมาอ่านกันเยอะๆค่ะ

#1 By *~citrus~* on 2007-11-12 14:45

ขยันอ่านจังเลยคะ
เราเวลาจับหนังสืสส่วนมาก
จะดูว่าสนใจอยากอ่านไหม
ถ้าสนใจก้อจะซื้อกลับมาบ้าน
แต่มีอันต้องไปทำงานอย่างอื่นทุกที
เวลาจะอ่านเลยไม่เร่งเรีบเท่าที่ควร อิอิ

#2 By ยูกิจัง on 2007-11-12 15:46

#1 ที่ว่าจะมี คือ กำลังอยู่ในระหว่างการเขียนหรือเปล่าครับ? เพราะเท่าที่ลองเซิร์จจากอินเตอร์เน็ตดูแล้วพบแค่สามเล่ม โดย The King of Attolia เพิ่งวางขายไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง

เล่มอื่นๆของนักเขียนคนเดียวกันนี้ก็พบ Instead of Three Wishes กับ Firebirds: An Anthology ครับ

#3 By DeltaDrive on 2007-11-12 17:38

โหน่าสนใจมากเลยค่ะ ขอแปะไว้ก่อนนะคะ

อ้อพี่แวะมาส่งการบ้านและทิ้งคอมเม้นต์ไว้ที่เอ็นทรี่tag แล้วนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะbig smile
สรุปว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนยุคโพสต์-โมเดิร์นสินะ confused smile เราว่านักเขียนสมัยนี้ฮิตตัวละครที่จับต้องได้มากขึ้นนะ (หรือไม่ก็แสร้งว่าจับต้องได้) อ่านๆดูก็น่าสนใจดีค่ะ น่าจะเป็นอารมณ์เพลินๆอ่านสนุกได้ไม่ยาก ไว้จะไปสอยมาอ่านมั่งแล้วค่อยมาบอกนะคะว่าเห็นด้วยมั้ย เอิ๊ก

#5 By vendetta on 2007-11-15 22:55

ถ้ากรุณา ว่างๆช่วยบอกทริคที่แอบฝง

หรือไม่ก้อ \" ถ้อยคำที่แฝงความนัยเอาไว้หลายจุดที่ต้องแปลความกันโดยละเอียด \"ได้ไหมค่ะ

คือไม่ใช่เด็กประถมหรอกค่ะ

แต่บางอันมานก้ออยากเกินเข้าใจจนงงเสียด้วยซ้ำ

พลีสๆๆๆ surprised smile

#6 By ชวาลา (58.9.134.38) on 2008-08-18 23:43




เราสนใจหนังสือเล่มนี้มากๆเลยไปที่ไหนก็มีแต่คนบอกว่าสนุกแต่เราก็ไม่กล้าซื้อเสียทีเห็นที่จะต้องซื้อเสียอล้วล่ะนะ เอแต่มีคนบอกว่าเล่ม3นี่มันยังไม่จบหรือคะ

#7 By กี้ (61.19.147.5) on 2008-09-01 14:38