ว่าด้วยเรื่องของความฝัน [2] : ทฤษฎีทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความฝัน
posted on 29 Jan 2008 22:47 by deltadrive in Psychology
ความฝันเป็นเรื่องที่ผู้คนจำนวนมากต่างแสวงหาสาเหตุของการเกิดความฝัน ความจำเป็น และความหมายของการฝันมานับตั้งแต่สมัยโบราณกาล บ้างเชื่อถือหลงใหลไปในแง่ของทางไสยศาสตร์ และบ้างก็ศึกษาค้นคว้ากันในแง่ของวิทยาศาสตร์ มีหลากหลายทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความฝันดังที่จะได้พูดถึงต่อไปนี้
การตื่นตัวศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันเริ่มขึ้นจากการตีพิมพ์หนังสือ "The Interpretation of Dreams” ของบิดาจิตวิเคราะห์ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ตามความเชื่อของฟรอยด์ ความฝันคือการแสดงออกของจิตใต้สำนึกของผู้ฝัน หากในความเป็นจริงผู้ฝันปรารถนาที่จะกระทำบางอย่างในความเป็นจริง หรือแสวงหาบางอย่างในความเป็นจริงแต่ไม่สามารถกระทำหรือได้รับการตอบสนองได้ก็จะถูกเก็บกดเอาไว้ในส่วนของจิตใต้สำนึก (Id ถูก Super Ego ยับยั้ง) และจะถูกแย้มพรายออกมาในยามหลับในรูปแบบของความฝัน
ความฝันนั้นมักจะมาในรูปแบบของสัญลักษณ์มากกว่าที่จะฝันตรงๆ ฟรอยด์ยังโยงความฝันเข้ากับแรงขับทางเพศในแง่ที่ว่า ความฝันเป็นการชดเชยความพึงพอใจทางเพศอีกด้วย ดังนั้นในการแปลความฝันของฟรอยด์จึงมักเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องเพศอยู่ตลอดเวลา
(เรื่องของการแปลความฝันในแง่มุมของฟรอยด์จะกล่าวถึงอย่าละเอียดอีกทีในตอนต่อไป)
แต่คาร์ล จุง (Carl Jung) ลูกศิษย์ของฟรอยด์กลับมีความเห็นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับแอดเลอร์ (Adler) ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของฟรอย์เช่นกัน ทั้งคู่ต่างมีความเห็นในแง่ของความฝันที่แตกต่างจากฟรอยด์ออกไป
จุงมองว่าความฝันเป็นการชดเชยจิตใจ (Compensation Function) เพื่อให้เกิดภาวะสมบูรณ์ของจิตใจ และมีการแปลความหมายเช่นเดียวกับฟรอยด์ แต่ความหมายความฝันของจุงนั้นไม่ได้เจาะจงไปที่เรื่องเพศเพียงอย่างเดียวเหมือนฟรอยด์ แต่จุงจะแปลความหมายความฝันในแง่ของการเติมเต็มบางส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตประจำวันของผู้ฝันให้เกิดความสมดุลทางจิตใจ
แอดเลอร์มองแตกต่างออกไปจากฟรอยด์และจุง เขาเชื่อว่าความฝันเป็นเรื่องราว ความรู้สึก อารมณ์ ความคิดคำนึงที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากช่วงเวลากลางวันมากกว่าที่จะเป็นความปรารถนาในระดับจิตใต้สำนึกหรือการชดเชยจิตใจ
ทฤษฎีความฝันในยุคหลังๆที่นำโดย แอลแลน ฮอบซัน (Allan Hobson) และ โรเบิร์ต แมคคาเลย์ (Robert Mccarley) กลับมองในแง่ของสรีรวิทยาแทนที่จะกลายเป็นเรื่องของจิตวิทยา ไม่เกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึกแต่อย่างใด ทั้งคู่ให้เหตุผลว่า ขณะที่กำลังนอนหลับและอยู่ในช่วงการหลับแบบ REM (Rapid Eyes Movement) เซลล์สมองที่มีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายถูกกระตุ้นแต่ไม่ได้มีการส่งคำสั่งออกไปยังอวัยวะปลายทาง ทำให้สมองสืบค้นเอาจากส่วนสะสมความทรงจำแทน และก่อให้เกิดเป็นภาพฝันขึ้น เรียกทฤษฎีของสองคนนี้ว่า Activation - Synthesis Hypothesis
ตอนต่อไปจะกล่าวถึงทฤษฎีความฝันของฟรอยด์อย่างละเอียดครับ และจะปิดท้ายด้วยตอนที่ 4 ว่าด้วยเรื่องของลูซิดดรีม - ฝันบำบัดครับ
การตื่นตัวศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันเริ่มขึ้นจากการตีพิมพ์หนังสือ "The Interpretation of Dreams” ของบิดาจิตวิเคราะห์ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ตามความเชื่อของฟรอยด์ ความฝันคือการแสดงออกของจิตใต้สำนึกของผู้ฝัน หากในความเป็นจริงผู้ฝันปรารถนาที่จะกระทำบางอย่างในความเป็นจริง หรือแสวงหาบางอย่างในความเป็นจริงแต่ไม่สามารถกระทำหรือได้รับการตอบสนองได้ก็จะถูกเก็บกดเอาไว้ในส่วนของจิตใต้สำนึก (Id ถูก Super Ego ยับยั้ง) และจะถูกแย้มพรายออกมาในยามหลับในรูปแบบของความฝัน
ความฝันนั้นมักจะมาในรูปแบบของสัญลักษณ์มากกว่าที่จะฝันตรงๆ ฟรอยด์ยังโยงความฝันเข้ากับแรงขับทางเพศในแง่ที่ว่า ความฝันเป็นการชดเชยความพึงพอใจทางเพศอีกด้วย ดังนั้นในการแปลความฝันของฟรอยด์จึงมักเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องเพศอยู่ตลอดเวลา
(เรื่องของการแปลความฝันในแง่มุมของฟรอยด์จะกล่าวถึงอย่าละเอียดอีกทีในตอนต่อไป)
แต่คาร์ล จุง (Carl Jung) ลูกศิษย์ของฟรอยด์กลับมีความเห็นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับแอดเลอร์ (Adler) ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของฟรอย์เช่นกัน ทั้งคู่ต่างมีความเห็นในแง่ของความฝันที่แตกต่างจากฟรอยด์ออกไป
จุงมองว่าความฝันเป็นการชดเชยจิตใจ (Compensation Function) เพื่อให้เกิดภาวะสมบูรณ์ของจิตใจ และมีการแปลความหมายเช่นเดียวกับฟรอยด์ แต่ความหมายความฝันของจุงนั้นไม่ได้เจาะจงไปที่เรื่องเพศเพียงอย่างเดียวเหมือนฟรอยด์ แต่จุงจะแปลความหมายความฝันในแง่ของการเติมเต็มบางส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตประจำวันของผู้ฝันให้เกิดความสมดุลทางจิตใจ
แอดเลอร์มองแตกต่างออกไปจากฟรอยด์และจุง เขาเชื่อว่าความฝันเป็นเรื่องราว ความรู้สึก อารมณ์ ความคิดคำนึงที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากช่วงเวลากลางวันมากกว่าที่จะเป็นความปรารถนาในระดับจิตใต้สำนึกหรือการชดเชยจิตใจ
ทฤษฎีความฝันในยุคหลังๆที่นำโดย แอลแลน ฮอบซัน (Allan Hobson) และ โรเบิร์ต แมคคาเลย์ (Robert Mccarley) กลับมองในแง่ของสรีรวิทยาแทนที่จะกลายเป็นเรื่องของจิตวิทยา ไม่เกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึกแต่อย่างใด ทั้งคู่ให้เหตุผลว่า ขณะที่กำลังนอนหลับและอยู่ในช่วงการหลับแบบ REM (Rapid Eyes Movement) เซลล์สมองที่มีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายถูกกระตุ้นแต่ไม่ได้มีการส่งคำสั่งออกไปยังอวัยวะปลายทาง ทำให้สมองสืบค้นเอาจากส่วนสะสมความทรงจำแทน และก่อให้เกิดเป็นภาพฝันขึ้น เรียกทฤษฎีของสองคนนี้ว่า Activation - Synthesis Hypothesis
ตอนต่อไปจะกล่าวถึงทฤษฎีความฝันของฟรอยด์อย่างละเอียดครับ และจะปิดท้ายด้วยตอนที่ 4 ว่าด้วยเรื่องของลูซิดดรีม - ฝันบำบัดครับ





#1 By THE mOd on 2008-01-29 22:58