มีเวลามาเขียนเรื่องของความฝันต่อเสียที...
คราวที่แล้วบอกไว้ว่าจะมาต่อด้วยเรื่องของทฤษฎีความฝันของฟรอยด์
เอาล่ะ... มาเริ่มกันต่อ



อ้อ... เกือบลืม เนื้อหาทั้งหมดทั้ง 4 ตอนที่ผมเขียนถึงนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านมาจากหนังสือ "ซิกมันด์ ฟรอยด์ : ประวัติชีวิตการงานและฟรอยด์บำบัด" และนำมาเล่าต่ออีกที รวมกับความรู้ที่ได้จากการเรียนวิชาจิตวิทยาคลินิกส่วนหนึ่งด้วยครับ เครดิททั้งหมดขอยกให้คุณกิติกร มีทรัพย์ ผู้เขียนหนังสือ "ซิกมันด์ ฟรอยด์ : ประวัติชีวิตการงานและฟรอยด์บำบัด" และอาจารย์วิจิตภาณี เจริญขวัญ ที่ประสาทวิชาจิตวิทยาคลินิกให้ครับ




เรื่องของความฝันสมัยก่อนนั้นเป็นเรื่องของความเชื่องมงาย ไสยศาสตร์ เวทย์มนตร์ สิ่งลึกลับ ไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง เก็บข้อมูลเป็นระบบ จนเมื่อปี 1900 ฟรอยด์ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ "The Interpretation of Dream" ซึ่งจริงๆแล้วฟรอยด์เขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จก่อนหลายปี แต่รอจังหวะขึ้นศตวรรษใหม่จึงได้ตีพิมพ์ (เอาฤกษ์เอาชัย ว่างั้นเถอะ)

ฟรอยด์เป็นคนแรกที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความฝันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยข้อมูลที่ได้ก็มาจากความฝันของฟรอยด์เอง ความฝันของคนไข้ และจากวรรณกรรมเรื่องกราดิวา (Gradiva) ของวิลเฮล์ม เจนเซนส์ (Wilhelm Jensens) ซึ่งฟรอยด์ใช้เป็นตัวอย่างในหนังสือชื่อ "Dreams and Delusion" ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของลักษณะการหลงผิดที่เกิดขึ้นในความฝัน

ข้อสรุปสำคัญในเรื่องของความฝันที่ฟรอยด์ศึกษามีดังนี้

1. ความฝันเป็นเรื่องของความปรารถนาที่ถูกเก็บซ่อน กดดันเอาไว้ในส่วนของจิตใต้สำนึก ที่เมื่อจิตสำนึกอ่อนแรงลงในขณะหลับก็จะถือโอกาสแสดงออกมาในรูปของความฝัน ซึ่งจะมาในรูปของสัญลักษณ์ ความปรารถนาที่เก็บซ่อนไว้ก็จะเป็นความปรารถนาที่ไม่อาจแสดงออกมาได้ในสภาพสังคม ดิบ เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นปมใจบางอย่างของผู้ฝัน

ปมฝันที่ว่านี้หากไม่ได้รับการตอบสนอง แก้ไข ก็จะกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างตกค้างในใจ ทำให้เกิดความไม่สบายใจโดยไม่รู้สาเหตุ

2. ความฝันเป็นกลไกช่วยในการประคับประคองเวลานอนให้ยืดยาวออกไป คนที่หิวก็จะฝันว่าได้กินอาหารเพื่อจะทำให้นอนหลับต่อไปได้ (เพราะความหิวถูกตอบสนองในความฝันแล้ว) ซึ่งความเข้มข้นในการตอบสนองนี้ก็จะขึ้นอยู่กับตัวแต่งฝันว่าจะทำอย่างไรจึงจะปรุงแต่งฝันให้พอเหมาะ ไม่เว่อร์มากเกินไป ซึ่งอาจกลายเป็นการทำให้ผู้ฝันตกใจตื่นได้

บางครั้งอาจเกิดอาการฝันร้าย หรือเป็นฝันที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งฟรอยด์กล่าวว่าเป็นการลงโทษผู้ฝันอย่างหนึ่ง เป็นการระบาย ลบล้างความรู้สึกผิดบาปบางอย่างออกไป ซึ่งก็จะทำให้ผู้ฝันหลับได้นานขึ้น (เพราะความรู้สึกผิดบาปนั้นถูกตอบสนอง(ลงโทษ)แล้วในฝันเช่นกัน) หรือบางครั้งก็เป็นการทำงานผิดพลาดของตัวแต่งฝัน

ฟรอยด์ยังใช้การวิเคราะห์ความฝันเป็นส่วนหนึ่งในการทำจิตบำบัดแบบจิตวิเคราะห์ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

- Free Association
- Dream Analysis
- Analysis of Resistance
- Analysis of Transference
- Interpretation

ในส่วนของ Dream Analysis นั้นก็ยังแบ่งย่อยออกเป็น
- Manifest Content
- Latent Content

Manifest Content เป็นเนื้อหาของความฝันที่ตรงกับความปรารถนาที่ถูกเก็บกด ไม่มีการแต่งฝัน แปลเป็นสัญลักษณ์ใดๆ เช่น อยากกินไอศกรีมก็จะฝันถึงไอศกรีม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในวัยเด็ก

Latent Content เป็นเนื้อหาความฝันที่ถูกปรุงแต่งแล้ว เนื้อหาความฝันจะไม่สื่อออกมาตรงๆแต่เป็นรูปของสัญลักษณ์มากกว่า

ในการแปลความหมายของฝันนั้นมีรายละเอียดหลายประการ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องเข้าใจว่า ตัวแต่งฝันจะปรุงแต่งความฝันให้มีความนุ่มนวลมากที่สุด แต่ก็อาจแปลกประหลาดมากที่สุด บางครั้งมีการย่นย่อเนื้อหาเสียจนไม่เห็นเค้าโครงเดิม หรือดัดแปลงเป็นสัญลักษณ์ หรือจัดวางเรื่องราวอย่างเหลือเชื่อ (Contamination) ภาพแปลกๆสุดสุดของฝัน ฟรอยด์เรียกว่าเป็นอาการหลงผิด (Delusion) คล้ายอาการคนไข้โรคจิตด้วย (กิติกร มีทรัพย์, 2549)

ตัวแต่งฝัน (Dream Work) มีหน้าที่ปรับปรุง ตกแต่งความฝันให้มีความนุ่มนวล พอเหมาะพอดีต่อการตอบสนองความปรารถนาโดยไม่มากหรือน้อยเกินไปจนทำให้ผู้ฝันตกใจตื่น เป็นการประคับประคองให้ผู้ฝันหลับได้นานขึ้น โดยมีชั้นเชิงในการปรุงแต่งให้ออกมาในรูปของสัญลักษณ์ ซึ่งฟรอยด์แบ่งออกเป็นสองประเภท

- สัญลักษณ์สากล (Universal Symbol)
- สัญลักษณ์ท้องถิ่น (Local Symbol)

ซึ่งสัญลักษณ์ท้องถิ่นก็จะแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อและวัฒนธรรมที่ผู้ฝันมีอยู่เป็นสำคัญ ส่วนสัญลักษณ์สากลนั้นก็จะมีการแปลความหมายไปในทางเดียวกันตลอดไม่ว่าจะมีความเชื่อแบบไหน หรือมีวัฒนธรรมอย่างไรก็ตาม

แต่บางครั้ง ตัวแต่งฝันเองก็มีการทำงานพลาด อาจตกแต่งฝันให้โชคดีมีสุขมากเกินไป หรือสยดสยอง น่าหวาดกลัวมากเกินไป บางครั้งอาจลืมเปลี่ยนฝันเป็นสัญลักษณ์ กลายเป็นฝันตรงๆ ปรารถนาอยากมีเพศสัมพันธุ์กับหญิงสาว แทนที่จะแปลฝันเป็นเรื่องของการขี่ม้า ก็กลายเป็นฝันตรงว่าได้ร่วมรักกับหญิง กลายเป็นฝันเปียก (Wet Dream) ไปเสียอย่างนั้น

การที่ตัวแต่งฝันตกแต่งฝันให้ออกมาเป็นฝันร้าย ฟรอยด์เชื่อว่าเป็นการลบล้างความผิดบาปที่ติดค้างอยู่ในใจของผู้ฝัน เมื่อถูกลงโทษด้วยการฝันร้าย ความรู้สึกผิดบาปถูกลบล้างคลี่คลาย ความทุกข์ใจจากความผิดบาปนั้นหายไป ผู้ฝันก็จะผ่อนคลายและสามารถหลับต่อไปได้นานขึ้น

ลักษณะของความฝัน

1. มีลักษณะย่นย่อ (Condensation) นำเอาลักษณะของสิ่งหนึ่งมารวมกับสิ่งหนึ่งให้เห็นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกใหม่ประหลาด เหลวไหล ไร้เหตุผล หรือดูเหนือจริงหรือไม่เป็นความจริง

2. มีลักษณะสับที่ (Displacement) นำเอาสิ่งหนึ่งไปวางไว้อีกที่หนึ่งเพื่อหันเหจุดสำคัญหรือเพื่อการปลอมแปลงอำพราง บิดเบือน

3. มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ (Symbol)

4. มีลักษณะเป็นภาพเรื่องราว (Dramatization) ที่ผิดแปลกไปเพราะตัวแต่งฝัน ปรับแต่งอารมณ์ความคิดของผู้ฝันออกเป็นภาพเรื่องราวอันมีลักษณะเป็นเรื่องราวเหมือนละคร เป็นฉากการแสดงบทบาท สีสัน ที่อาจเกินจริงหรือแปลกประหลาดไปบ้าง แต่จะไม่เกินจริงจนผู้ฝันตกใจตื่นเสียก่อน

บางครั้งอาจเกิดการตกแต่งฝันขั้นที่ 2 (Secondary Elaboration) อันเนื่องมาจากการที่ผู้ฝันตื่นขึ้น และแต่งเติมเนื้อหาความฝันในจุดที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ให้ดูสมบูรณ์ขึ้นเมื่อทำการเล่าต่อให้ผู้อื่นฟัง ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์ตีความยุ่งยากมากขึ้นเช่นกัน





จบตอนที่ 3 ครับ เหลือตอนสุดท้าย ลูซิดดรีม คิดว่าหลังจากกลับมาจากงานหนังสือวันพรุ่งนี้คงได้อัพเดทครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีของฟรอยด์ที่ร้านหนังสือเองครับ


จากหนังสือเรื่อง

พระพุทธเจ้าพยากรณ์
นอสตราดามุสทำนาย


น่าสนใจมากครับ

อนึ่ง พออธิบายได้ไหมฮะ ว่า สัญลักษณ์ว่า งูรัด เชื่อมโยงกับ พบเนื้อคู่ ตรงไหนอะครับ? sad smile

#1 By Zairen_Bibliophobia on 2008-03-28 21:52

ขอบใจมากจ๊ะ อ่านแล้วพอจะทราบว่าฝันเป็นเพราะอะไร รออ่านตอนที่3 ต่อจ๊ะ

#2 By angela (172.142.191.97) on 2008-03-28 22:43

งืมม ดูเหมือนทฤษฎีฝันร้ายจะคล้ายๆ กับการที่จิตแพทย์พาคนไข้ที่อยากทำร้ายตัวเองไปช็อตไฟฟ้ารึเปล่าคะ?

#3 By p-i-e on 2008-04-03 22:33

แล้วฝันกลางวันอะคะ มีนัยยะอะไรหรือไม่?confused smile

#4 By cadenzato on 2009-09-05 14:24