เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 ก.ค.) ผมได้มีโอกาสเข้าฟังคำบรรยายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งที่มาจากโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยตรง ซึ่งคิดว่าได้ประโยชน์และเป็นความรู้ รวมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อๆกันไปเพื่อช่วยส่งเสริมให้ทุกคนได้รู้จัก เข้าใจ และนำปรัชญานี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ความเป็นมา
เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปีมาแล้ว (พระราชดำรัสปี 2516) จนเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 จึงได้มีการหยิบเอาปรัชญานี้มาพูดถึง และให้คำนิยามไว้ในปี 2542 รวมทั้งบรรจุเข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545-2549) เพื่อใช้เป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึดหลักทางสายกลาง เพื่อให้ประเทศรอดพ้นวิกฤติ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ

แต่ว่าแผนพัฒนาฯฉบับที่9 ไม่สามารถดำเนินไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้เต็มที่ จึงได้มีการนำมาเป็นหลักสำคัญของแผนพัฒนาฯฉบับที่10 (2550-2554) อีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศและให้เศรษฐกิจเป็นตัวส่งเสริมให้บุคคลมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานต่อเนื่องมาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่8 แล้ว

ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตราที่ 83 ก็ได้กำหนดว่า "รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเป็นการขานรับกับแผนพัฒนาฯฉบับที่10 นั่นเอง


แนวทางการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในการที่จะทำให้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถเข้าถึงประชาชนทั่วทุกกลุ่มได้นั้นจำต้องมีการวางแผนงานและแบ่งกลุ่มเครือข่ายเพื่อแบ่งแยกหน้าที่และการกระจายหลักปรัชญานี้ให้ทั่วถึง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 8 เครือข่ายดังนี้

1. ผู้นำทางความคิด อันได้แก่ ผู้นำในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี หรือ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

2. ฝ่ายวิชาการ อันได้แก่ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ ต่างๆที่จะนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับมหาลัย และมีการบรรจุหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้ลงไว้ในหลักสูตรการศึกษาด้วย (ซึ่งรามคำแหงกำลังริเริ่มจัดทำอยู่ ส่วนมหาลัยอื่นผมไม่ทราบครับ)

3. สถาบันการศึกษาและเยาวชน อันได้แก่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักและนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ตั้งแต่เด็กๆและบ่มเพาะให้กลายเป็นนิสัยที่ดี

4. ภาครัฐ อันได้แก่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปบรรจุไว้เป็นหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 และ 10

5. สื่อมวลชน ประชาชน น้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและช่วยกันเผยแพร่หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักกันไปในวงกว้าง เช่น รายการ พศ.พอเพียง เป็นต้น

6. องค์กรภาคเอกชน ซึ่งมีองค์กรเอกชนขนาดใหญ่หลายๆแห่งเช่นเครือ CP, หอการค้าไทย, เครือซีเมนต์ไทย ได้น้อมนำและช่วยส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว

7. ประชาสังคม อันได้แก่ ผู้นำชุมชน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการเผยแพ่ ให้ความรู้ จัดอบรมให้ชาวบ้านน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้

8. สถาบันการเมือง โดยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักการเมืองทุกๆคนโดยผ่านสถาบันพระปกเกล้าฯ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน [2] <<< Click

Comment

Comment:

Tweet

#1 By ปัทมา (118.173.219.82) on 2010-06-06 11:23