Book

คำเตือน... บทความนี้อาจมีการเฉลยเนื้อเรื่องบางส่วนไปบ้าง แต่ จขบ. พยายามที่จะคงไว้ซึ่งความลึกลับน่าค้นหาของเนื้อเรื่องให้มากที่สุด ขออภัยหากบทความนี้ทำให้บั่นทอนความสนุกของหนังสือชุดนี้ลงไป

ความยาวของบทความนี้มีมากพอสมควร (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปด้วย) อาจใช้เวลาในการอ่านค่อนข้างนาน ขออภัยด้วยครับ



เอาละ หลังจากที่เมื่อคืนได้เกริ่นไว้เล็กน้อยเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้ก่อนจะขอตัวไปนอนเอาแรงเสียก่อน ก็จะขอสานต่อการรีวิวหนังสือชุดนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทันทีที่ตื่นนอน (ได้ข่าวว่าหน้าตายังไม่ได้ล้างเลย)

จริงๆแล้ว อยากเขียนรีวิวตั้งแต่อ่านเล่มแรกจบ แต่คิดว่าคงจะเป็นการดีกว่าถ้าจะอ่านจบทั้งสามเล่มแล้วเขียนถึงเสียทีเดียว เพื่อจะได้มองเห็นถึงจุดเชื่อมโยงแต่ละเล่ม จุดเด่นทางด้านการเขียนของนักเขียนคนนี้ที่เป็นเอกลักษณ์ในทั้งสามเล่ม


ก่อนจะกล่าวถึงในแต่ละเล่ม จะขอพูดถึงสภาพทางการเมืองที่ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือชุดนี้เพื่อเพิ่มความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

หนังสือชุดนี้กล่าวถึงชั้นเชิงทางการเมือง การทหาร การเจรจาต่อรอง และสงครามระหว่างเมืองทั้งสาม อันได้แก่ ซูนิส, เอ็ดดิส และแอตโทเลีย โดยมีมือที่สี่อย่างจักรวรรดิ์มีดส์เข้ามาร่วมมีบทบาทในเล่มที่สองและสาม

แต่ละเมืองนั้นต่างมีข้ออ้างของตนในการที่จะทำสงครามแย่งชิงพื้นที่และอำนาจของอีกฝ่าย และฝ่ายที่ต้องตกอยู่ในสถานะการลำบากที่สุดคือเอ็ดดิส ซึ่งเป็นเมืองที่คั่นกลางระหว่างซูนิสกับแอตโทเลีย และมีความเป็นกลางไม่เข้ากับฝ่ายใดทั้งสิ้น จึงทำให้ต้องจำยอมรับมือกับศึกทั้งสองด้านที่ถูกตีขนาบเข้ามาดังที่จะได้กล่าวถึงในเล่มที่สอง

เริ่มต้นด้วยเล่มแรก

จอมโจรยูเจนิดิส (The Thief)



เล่มนี้กล่าวถึงการผจญภัยครั้งแรกของเจ็น หรือ ยูเจนิดิส โจรคนหนึ่งที่เที่ยวป่าวประกาศว่าตนเองนั้นสามารถขโมยได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และได้แอบเข้าไปขโมยของบางอย่างขององค์กษัตริย์แห่งซูนิสจนถูกจับกุมเข้าคุก แต่... กษัตริย์แห่งซูนิสและราชครูยื่นข้อเสนอที่จะปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระหากเขาร่วมเดินทางไปกับคณะของราชครูและช่วยขโมยของบางสิ่งมาให้กับกษัตริย์ ทั้งองค์กษัตริย์และราชครูต่างเห็นเจ็นเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จะนำพาเอาความรุ่งเรืองทางการเมืองมาสู่ตนเพียงเท่านั้น แต่เจ็นเองก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมอยู่ในฐานะเช่นนั้นตลอดไป


เปิดตัวมาครั้งแรกเราก็จะพบกับสภาพอันไม่ค่อยจะเหมือนกับฮีโร่ หรือพระเอกโดยทั่วไปของวรรณกรรมแนวนี้สักเท่าไรนัก ภาพลักษณ์ที่พระเอกต้องมาดแมน แข็งแรง บุคลิกดี มีความกล้าหาญ เก่งกล้าสามารถ อาจไม่ได้พบในตัวเจ็น เขาเป็นเพียงจอมโจรธรรมดาทั่วๆไปที่พูดสำเนียงเพี้ยนๆ เก่งแต่ในเรื่องพูดจาเสียดสีกวนประสาท ขี่ม้าก็ไม่เป็น ออกจะอ่อนแอ ทำอะไรตามใจตนเองเป็นหลัก

แต่เมื่อได้อ่านไปจนจบเล่มแรก เราจะได้รับทราบว่าจอมโจรผู้นี้มีความฉลาดปราดเปรื่อง เจ้าแผนการณ์ และมองการณ์ไกลของเจ็นมากเพียงไหน และนั่นเป็นจุดดีที่สามารถนำเอามาขายได้ของเขา


การดำเนินเนื้อเรื่องอาจจะดูอืดอาดเชื่องช้าไปบ้างในช่วงครึ่งเล่มแรก เพราะกล่าวถึงสภาพในคุกของเจ็น การเจรจาตกลงกับกษัตริย์และราชครู รวมทั้งการออกเดินทางกับความสัมพันธ์ต่างๆของบุคคลในคณะเดินทางครั้งนี้ กว่าจะเข้าสู่การเริ่มต้นการขโมยอันจะนำพาชื่อเสียงมาสู่จอมโจรได้นั้นก็ล่วงเข้าไปครึ่งเล่ม  การดำเนินเนื้อเรื่องในช่วงครึ่งหลังจะเริ่มกระชับและทวีความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเปิดเผยความสัมพันธ์และตัวตนอันแท้จริงของตัวละครแต่ละตัวออกมา ก่อนจะปิดท้ายด้วยการจบแบบหักมุมถึงสถานะที่แท้จริงของเจ็น

ผู้เขียนพยายามชักจูงให้คนอ่านคิดตามไปว่าเจ็นจะสามารถหลุดพ้นจากสภาพของเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการแสวงหาอำนาจได้อย่างไร และสร้างความประทับใจด้วยการหักมุมเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของเจ็นกับแนวคิดและการกระทำสุดท้ายที่มีต่อสิ่งที่เจ็นเสี่ยงตายขโมยมาได้ และเล่มนี้ก็เป็นการปูพื้นฐานความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสามตัว อันจะมีบทบาทอันยิ่งยวดในเล่มถัดไปอย่างเจ็น ราชครู และราชินีแห่งเอ็ดดิส


เล่มที่สอง

ราชินีแห่งแอตโทเลีย (The Queen of Attolia)




เริ่มต้นเล่มมาด้วยการท้าทายอำนาจอันยิ่งใหญ่ของราชินีแห่งแอตโทเลีย และการสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของเจ็นที่จะชักพาให้เขาต้องพบกับบททดสอบครั้งสำคัญของตัวเอง ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ ทั้งทางด้านการงาน การเมือง และความรัก

เจ็นได้ท้าทายพระราชอำนาจของราชินีแห่งแอตโทเลียอีกครั้งหลังจากได้ทิ้งความเคืองแค้นแก่นางเอาไว้ในเล่มที่หนึ่ง แต่คราวนี้เขาพลาดและถูกพระองค์จับกุมตัวได้ ก่อนที่จะลงโทษเขาอย่างรุนแรงและปล่อยตัวเจ็นกลับสู่เอ็ดดิส การลงโทษในครั้งนี้เป็นการทำลายทั้งร่างกาย และจิตใจของเจ็นเป็นอย่างมาก

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเมืองทั้งสามอันได้แก่ ซูนิส เอ็ดดิส และแอตโทเลียเริ่มเปราะบางและดุเดือดมากยิ่งขึ้นจนนำไปสู่สงครามสามเส้า ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงเอาความได้เปรียบมาไว้ในกำมือของตน และต่างฝ่ายก็ต่างผลัดกันได้เปรียบและเสียเปรียบกันไป

จุดเริ่มต้นของสงครามคือการนำเอาข้ออ้างว่าด้วยการประทุษร้ายอันรุนแรงที่ทางแอตโทเลียกระทำต่อจอมโจรแห่งราชสำนักเอ็ดดิสอย่างเจ็น จนทำให้ทางเอ็ดดิสต้องมีมาตรการตอบโต้แอตโทเลียคืนและเป็นชนวนเหตุแห่งสงครามในท้ายที่สุด ทางฝ่ายซูนิสเองก็มีเหตุผลของตนในการยกพลเข้ามารุกรานเอ็ดดิสเช่นกัน

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองถูกกดดันบีบคั้นอย่างหนัก เจ็นเองกลับไม่ได้รับรู้ถึงสงครามที่ก่อตัวขึ้นแม้เพียงน้อย เขายังคงจมอยู่กับฝันร้ายและความโศกเศร้า ความรู้สึกด้อยคุณค่าของตนเอง เขาต้องต่อสู้เอาชนะกับฝันร้าย และเรียกความศรัทธาในตัวเองกลับคืนมา

และในที่สุดเจ็นก็ทำได้สำเร็จ เขาเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทางซูนิสหลงเข้าใจผิดและหันเหความสนใจทางสงครามไปสู่แอตโทเลีย ซึ่งทางแอตโทเลียเองก็จำต้องรับมือซูนิสด้วยเช่นกัน จึงทำให้สภาพการณ์ที่ทางเอ็ดดิสเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากที่สุด ที่จำเป็นต้องรับศึกสองทางเพียงเมืองเดียวนั้น กลับกลายเป็นว่าทั้งสามเมืองใหญ่ต่างต้องพบกับศึกสองทางด้วยเช่นกัน เจ็นลอบทำภารกิจบางอย่างเพื่อลดทอนความได้เปรียบอันนั้นลงไป

ระหว่างที่สงครามยังคงดำเนินต่อไป เจ็นยังคงต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะใจตนเอง ข่มกลั้นความรู้สึกโศกเศร้าด้อยค่าของตนเองไว้ และได้วางอุบายอันแยบยลชิ้นหนึ่งซึ่งเขาและราชินีแห่งเอ็ดดิสเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามที่เกิดขึ้นได้ด้วยการขโมยสตรีนางหนึ่งจากแอตโทเลีย


เล่มนี้ ผู้เขียนจงใจวางเนื้อเรื่องหลักอยู่ที่การเอาชนะใจตนเองของเจ็น เมื่อต้องพบกับความสูญเสียครั้งสำคัญ และเขาต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ผู้อ่านจะถูกชักจูงว่าเมื่อไหร่ที่เจ็นจะสามารถกลับคืนสู่ปกติได้ โดยมีแบ็คกราวน์เป็นสภาพทางการเมืองและสงครามเป็นตัวเร่งเร้าให้เหตุการณ์น่าติดตามมากขึ้น เป็นเล่มที่จะกล่าวถึงการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นของจอมโจรแห่งเอ็ดดิสผู้นี้ รวมทั้งเรื่องราวของความรักที่ได้เกิดขึ้นภายในตัวของเจ็นอีกด้วย

เทียบกับเล่มแรกแล้ว การดำเนินเนื้อเรื่องไม่เหมือนกันซะทีเดียว ในขณะที่เล่มแรกเป็นการเอ่ยถึงตัวตนอันต่ำต้อยที่ปกปิดความจริงของยูเจนิดิสและการผจญภัยที่ดูคล้ายกับการผจญภัยโดยทั่วๆไปในหนังสือทำนองเดียวกัน แต่เล่มที่สองกลับดำเนินเรื่องไปด้วยความเข้มข้นตื่นเต้นตั้งแต่แรกเริ่มไปจนจบเล่ม การผจญภัยเริ่มกลายมาเป็นการปฏิบัติภารกิจทางการเมือง การทหาร และสงคราม เนื้อเรื่องมีความสลับซับซ้อนมากกว่าเล่มแรก ละความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละตัวละครยิ่งเด่นชัดมากยิ่งขึ้น การกระทำของตัวละครแต่ละตัวอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลเป็นอย่างดี


เล่มสุดท้าย

ราชันแห่งแอตโทเลีย (The King of Attolia)



การดำเนินเรื่องราวของเล่มนี้แตกต่างไปจากสองเล่มแรก โดยในสองเล่มแรกตัวดำเนินเรื่องคือเจ็น แต่ในเล่มที่สามนี้ ตัวดำเนินเรื่องคือนายทหารแอตโทเลียคนหนึ่งซึ่งอาจหาญกล้าแสดงความไม่พอใจต่อกษัตริย์องค์ใหม่แห่งแอตโทเลียด้วยการชกหน้าพระองค์จนทรุดกองกับพื้น

คอสติสจำต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้ทำลงไป นั่นคือการชกพระพักตร์ราชันองค์ใหม่ด้วยการถูกย้ายเข้าไปเป็นรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์ เขาต้องพบกับการปั่นหัวอันน่าหงุดหงิดรำคาญใจจากพระองค์อยู่เสมอ แต่ด้วยความใกล้ชิดที่ต้องคอยรับใช้และอารักขาพระองค์อยู่บ่อยๆ คอสติสเริ่มมองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของราชันผู้ที่ถูกคนอื่นๆมองว่าเป็นตัวตลก ไร้ความสามารถ และความพิการอันน่าอับอาย เขาเริ่มค่อยๆยอมรับในตัวพระราชาองค์ใหม่นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าพระองค์ทรงใช้เขาเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในพระองค์กับคนอื่นๆในราชสำนัก

บทบาทของตัวละครแต่ละตัวเริ่มเปลี่ยนไป และยังนำเสนอในอีกแง่มุมของบุคลิกของแต่ละตัวละครออกมา เจ็นไม่มีบทบาทเกี่ยวกับการผจญภัยมากเท่าสองเล่มแรก แต่ตัวเขาเองก็ยังต้องเผชิญกับอันตรายที่น่าหวาดหวั่น และยังต้องพบเจอกับความจอมปลอมของเหล่าบรรดาคนสนิททั้งหลาย รวมทั้งข้าราชบริพารคนอื่นๆในพระราชวัง

เนื้อเรื่องดำเนินเข้าสู่แผนการณ์ทางการเมืองเต็มรูปแบบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังราชันองค์ใหม่ ไม่ยอมรับในตัวพระองค์ ดูหมิ่นและเหยียดหยาม เจ็นต้องพบกับแบบทดสอบครั้งสำคัญว่าเขาจะสามารถขโมยเอาความไม่ยอมรับ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ความไม่นับถือในตัวเขาในฐานะกษัตริย์ออกมาจากเหล่าขุนนาง มหาดเล็ก ทหารรักษาพระองค์ และข้าราชบริพารคนอื่นๆได้หรือไม่

เนื้อเรื่องมีความซับซ้อนมากที่สุดในบรรดาหนังสือชุดเดียวกันนี้ เต็มไปด้วยเล่ห์กล เพทุบายต่างๆทางการเมืองและการโน้มน้าวใจคน เต็มไปด้วยการใช้คำพูดส่อเสียดเหยียดหยาม การกระทำที่บ่งบอกถึงความดูหมิ่น และถ้อยคำที่แฝงความนัยเอาไว้หลายจุดที่ต้องแปลความกันโดยละเอียด

ตัวละครสำคัญอย่างราชินีแห่งแอตโทเลียเริ่มเผยถึงอีกบุคลิกภาพหนึ่งของพระองค์ออกมา ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นสตรีผู้หยิ่งทระนง องอาจ กล้าหาญ เข้มแข็ง ใจคอเด็ดเดี่ยวและมีความเฉียบขาด เริ่มเผยให้เห็นถึงบุคลิกที่ทรงอ่อนโยน เมตตา เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อเจ็น อีกทั้งความอ่อนแอที่ทรงเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจแต่จำเป็นต้องกลบเกลื่อนด้วยสภาพทางการเมืองในพระราชวัง

เจ็นต้องใช้ความสามารถในการวางแผนการณ์ การมองการณ์ไกล และการโน้มน้าวใจคนอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ เราแทบไม่เห็นเขาต้องหกคะเมนตีลังกาจับดาบต่อสู้ ยกเว้นเพียงตอนเดียวในการชักจูงเนื้อเรื่องให้ขมวดปมแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น ที่เหลือคือการต่อสู้โดยใช้ไหวพริบปฏิภาณของจอมโจรผู้นี้อย่างแท้จริง





โดยรวมแล้วเป็นหนังสืออีกชุดหนึ่งที่ผมชอบเอามากๆ วึ่งส่วนหนึ่งคือความชอบในด้านภาษาที่ใช้ของคนแปล เป็นภาษาที่ผมอ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและลื่นไหล สวยงาม เข้าใจง่าย และชวนให้อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งผิดกับหนังสือบางเล่มที่ผมหยิบอ่านแล้วหยุดพักอ่านอยู่บ่อยๆด้วยเพราะภาษาที่ใช้ไม่ถูกใจ

อีกประการหนึ่งคือความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่าจอมโจรผู้นี้จะทำอย่างไรต่อไปในภายภาคหน้า เนื้อเรื่องที่ผูกโยงเข้าเป็นอย่างดี และความพลิกผันทางเนื้อเรื่องที่สร้างความประหลาดใจเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของหนังสือชุดนี้ มีจุดเชื่อมโยงของแต่ละเล่มเข้าด้วยกันแฝงอยู่เสมอๆ อาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปรากฏในเล่มที่สอง แต่ตัวละครในเล่มที่สามจะเปิดเผยว่าในช่วงเวลาเดียวกันของเล่มที่สอง เขาได้ทำบางสิ่งบางอย่างลงไปแต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยเอาไว้

ตัวละครหลักก็มิใช่บุคคลผู้เก่งกล้าสามารถเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ มาดแมนแข็งแกร่ง หากแต่เป็นหนุ่มน้อยวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่มีเพียงความเฉลียวฉลาด ไหวพริบปฏิภาณ และการโน้มน้าวใจคนสูงเท่านั้น เขายังมีความรู้สึกอ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง เขาเจ็บป่วยเฉกเช่นคนทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าถึงตัวละครได้มากกว่าความเป็นฮีโร่เต็มร้อย

ในเนื้อเรื่องมีการพูดถึงเทพเจ้าอยู่บ้าง และมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ของเหล่าเทพเป็นบางครั้ง แต่มันเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น จึงอาจไม่นับว่าอยู่ในประเภทวรรณกรรมผจญภัยเชิงแฟนตาซี หากแต่เป็นวรรณกรรมผจญภัยโดยทั่วไปเสียมากกว่า

เป็นหนังสือที่เหมาะกับผู้อ่านในช่วงวัยรุ่นขึ้นไป สำหรับเด็กๆประถมอาจขาดความเข้าใจในเนื้อหาบางจุดที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความซับซ้อนทางการเมืองและจะทำให้หมดความสนุกลงไป แต่ถ้ามีผู้ปกครองนั่งอ่านและอธิบายให้เห็นภาพ ให้เข้าใจได้โดยง่ายก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหนังสือชุดนี้เน้นไปที่การต่อสู้เพื่อเอาชนะใจตนเองและเอาชนะใจผู้อื่น เป็นแง่คิดที่นำไปปลูกฝังให้กับเด็กๆได้

เนื้อเรื่องในเล่มแรกคล้ายกับนำเอามหากาพย์อย่าง The Lord of The Ring ทั้งสามภาคมารวมไว้ด้วยกัน โดยตัดในส่วนของสงครามออกเหลือเพียงการผจญภัยของโฟรโด้เพียงเท่านั้น

ปริศนาทั้งหมดอาจจะยังมีหลงเหลือบ้าง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างซูนิสกับเอ็ดดิสยังคงไม่เข้าที่เข้าทาง ถึงจะลดความรุนแรงกันไปบ้างก็ตาม อีกทั้งมีบางตัวละครที่หายไปโดยไม่รู้ชะตากรรมในท้ายที่สุด แต่โดยส่วนตัวคิดว่าอาจจะไม่มีเล่มที่ 4 ตามออกมา เพราะคาดว่าผู้แต่งเองก็น่าจะพอใจแล้วกับการเติบโตขึ้นอย่างงามสง่าของยูเจนิดิส แต่ถ้าจะมีจริงๆ คาดเดาว่าคงต้องเป็นเรื่องของการรวมดินแดนทั้งสามเข้าไว้ด้วยกัน


สรุป

เป็นหนังสือชุดที่มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง มีเอกลักษณ์ในงานเขียน ไม่ใช่ทั้งหนังสือแนววัยรุ่น ไลท์โนเวลโดยทั่วไป และก็ไม่ใช่หนังสือที่พลิกความจริงช็อคโลกเหมือนกับงานเขียนแนวดาวินชีโค้ด เป็นชุดหนังสือที่มีความก้ำกึ่งอยู่ระหว่างเรื่องราวของวัยรุ่น และเรื่องราวของความเป็นผู้ใหญ่ มีทั้งการผจญภัยตื่นเต้น และการเชือดเฉือนทางการเมือง เป็นคล้ายๆกับคู่มือที่จะบอกให้วัยรุ่นได้รับรู้ถึงภาระหน้าที่ที่ตนมี ภาระหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบในอนาคตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และความเคารพนับถือในตนเอง ในอาชีพของตน และในตัวบุคคลอื่นๆ


ภาษา สำนวน

ภาษาที่ใช้ในการแปลมีความสวยงาม ลื่นไหล และเป็นธรรมชาติ ชวนให้อ่านอย่างไม่ติดขัด


จำนวนหน้า ความหนา
จำนวนหน้าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่ละเล่มหากอ่านโดยสบายๆ ไม่เร่งรีบ ค่อยๆซึมซับทุกตัวอักษรจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 - 5 วัน ความหนาไม่มากไม่น้อย พอดีๆที่จะทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเล่มหนาๆพอที่จะหันมาให้ความสนใจกับมันได้


รูปเล่ม

ขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คโดยทั่วๆไป เนื้อกระดาษสีนวลช่วยถนอมสายตา เข้าเล่มแบบไสกาว ไม่เย็บกี่


หน้าปก

การออกแบบปกเอามาจากต้นฉบับโดยตรง ซึ่งมีการออกแบบที่สวยงามอยู่แล้ว รูปที่ใช้ประกอบปกเป็นภาพวาดที่ลงสีและให้แสงเงาได้สวยงามสมจริง

พูดถึงเรื่องหน้าปก... ผมมีปกอีกแบบของเล่มที่สอง "ราชินีแห่งแอตโทเลีย" มาให้ชมครับ



ความคุ้มค่า

สำหรับตนเอง ผมให้คะแนนความคุ้มค่าของหนังสือเล่มนี้เต็ม 10 อ่านจบทั้งหมดสามเล่มแล้ว พอได้เหลือบไปเห็นเล่มที่หนึ่งก็อยากหยิบอ่านใหม่อีกรอบนะนี่


ราคา

ไม่แพงมากเกินไปครับ อยู่ในช่วงที่น่าจะพอหามาอ่านกันได้โดยไม่ต้องคิดมากสักเท่าไรนัก


ผู้เขียน

Megan Whalen Turner : เมแกน วาเลน เทอร์เนอร์


ผู้แปล

ปัทมา อินทรรักขา






นับจากครั้งแรกที่เหล่มองหนังสือชุดนี้ในงานเปิดตัว Exteen New Version ที่ผ่านมา จนได้ไปคว้ามาครอบครองในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ มาวันนี้จึงอ่านจนครบตัวอักษรสุดท้ายของเล่มที่สามเสียที...

เป็นชุดหนังสือที่สำหรับตัวผมเองแล้วค่อนข้างชื่นชมอยู่มากทีเดียว เพราะเป็นหนังสือที่ผมสามารถอ่านต่อเนื่องได้อย่างยาวนาน โดยไม่ค่อยมีการหยุดพักการอ่านสักเท่าไร เพราะหลายๆอย่างในหนังสือสามเล่มนี้นำพาความอยากรู้อยากเห็นของผมผูกโยงเข้ากับเนื้อหาจนไม่สามารถละการอ่านลงได้

อยากจะ Review โดยละเอียดอยู่ แต่ตอนนี้ดึกมากแล้วและร่างกายเริ่มประท้วงเป็นระยะๆด้วยการวูบไปวูบมา... ขอตัวไปนอนก่อนแล้วตอนสายๆจะมา Review สามเล่มนี้โดยละเอียดอีกทีครับ

ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้ไปคว้าเอาสามเล่มนี้มาครับ







วรรณกรรมไตรภาคที่เป็นเรื่องราวของจอมโจรฝีมือฉกาจที่ประกาศว่า "ข้าขโมยได้ทุกอย่าง" แต่พลาดท่าโดนจับตัวและต้องกลายเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของราชครูในการปฏิบัติภารกิจบางอย่างที่ยากยิ่งกว่าจะทำได้สำเร็จ ทว่าจอมโจรก็ไม่ได้สิ้นท่าทีเดียว เพราะเขามีแผนการณ์ของตนเองอยู่ในใจเช่นกัน

การขโมยของเขาหนักหนาขึ้นในเล่มที่สอง "ราชินีแห่งแอตโทเลีย" เมื่อยูเจนิดีส (ย่อๆว่า เจ็น) ต้องขโมยหนึ่งบุรุษและหนึ่งราชินีแห่งแอตโทเลียเพื่อความอยู่รอดของดินแดนภูเขา ถิ่นกำเนิดของตนเอง แต่ในการขโมยครั้งนี้ เจ็นได้พบกับความลับบางอย่างขององค์ราชินีที่ทำให้เขาพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ของตน

และปิดท้ายด้วยการขโมยครั้งสุดท้ายของเจ็น เมื่อเขาได้ก้าวสู่การเป็นกษัตริย์แห่งแอตโทเลียและพบกับการต่อต้าน ปลิ้นปล้อน หลอกลวงในราชสำนัก โดยมีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงราชอำนาจของเขา ทั้งๆที่เขาเองไม่ได้ปรารถนามงกุฏราชาแม้เพียงน้อย อีกทั้งยังต้องขโมยเอาความหวาดระแวงออกมาจากตัวราชองครักษ์นายหนึ่งออกมาให้ได้


เป็นหนังสือชุดที่เห็นมาตั้งแต่งานเปิดตัว Exteen ที่สยามพารากอนแล้วครับ ตอนแรกก็ว่าจะซื้อมาอ่านแล้ว แต่ก็อดใจมารอซื้อในงานหนังสือจะดีกว่า ซึ่งน่าจะได้ส่วนลดบ้าง

และเมื่อมาถึงงานหนังสือ ผมก็รีบตามหาหนังสือชุดนี้และพบมันที่บูธของร้านนายอินทร์ (ที่พารากอนผมลืมดูสำนักพิมพ์ เลยเสียเวลาตามหาอยู่นาน) ซึ่งมีทั้งขายแยกเล่มและขายเป็นชุด ซึ่งเมื่อซื้อแบบชุด 3 เล่มแล้วจะได้ส่วนลด 100 บาททีเดียว (เล่มแรก 175 ลดเหลือ 150  เล่มสอง 215 ลดเหลือ 180  เล่มสาม 255 ลดเหลือ 215)


นอกจากหนังสือชุดนี้แล้ว ก็ยังมีหนังสืออีกเล่มที่ผมอยากได้มาก แต่ไม่ได้ซื้อมา คือ บันทึกเสรีไทย เล่มหนามาก ความหนาน่าจะเท่ากับเอาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯมาซ้อนกันสองเล่ม ราคา 1400 บาท ซึ่งเมื่อเปิดสารบัญสำรวจเนื้อหา ก็พบว่าเล่าเรื่องราวของเสรีไทยได้อย่างละเอียดมาก รวมทั้งชีวประวัติของสมาชิกเสรีไทยแต่ละคนเอาไว้อย่างครบทุกคน เมื่อลองเปิดดูเนื้อหาด้านในพบว่ามีทั้งการบอกเล่าเรื่องราวอย่างละเอียดสมบูรณ์และภาพประกอบที่หาดูได้ยาก  เหมาะสำหรับเป็นตำราไว้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของเสรีไทยได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ที่บ้านผมเองมีแค่เพียงหนังสือ "จดหมายเหตุของเสรีไทย เกี่ยวกับปฏิบัติการในแคนดี นิวเดลฮี และสหรัฐอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒" โดย "พระพิศาลสุขุมวิท" ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าที่บ้านได้หนังสือเล่มนี้มาอย่างไร แต่ผมไปเจอมันเข้าในกองหนังสือเก่าที่บ้าน สภาพของมันยังดูดีอยู่มาก ไม่มีส่วนใดฉีกขาดชำรุดเสียหาย จะมีก็เพียงหน้ากระดาษที่เหลืองเก่าไปตามวันเวลาเท่านั้น ซึ่งเมื่อนำหนังสือเล่มนี้ไปเทียบกับบันทึกเสรีไทยในงานหนังสือแล้วนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยเพียงเท่านั้นเอง

อยากได้นะ แต่ราคาสูง + หนัก แต่ถามว่าถ้ามีเงินพอจะซื้อไหม ตอบได้ว่า ซื้อแน่ (แต่ตังค์ไม่พอน่ะสิ ฮือ...) เพราะเทียบกับเนื้อหาข้างในเมื่อเทียบกับราคาแล้วผมว่ามันคุ้มค่ามากๆเลยนะ คิดว่าถ้ามีการจัดอันดับ 100 หนังสือดีที่ควรอ่านครั้งล่าสุด คงได้เห็นหนังสือเล่มนี้ติดอันดับด้วยแน่นอน


ระหว่างเดินตามหาหนังสือชุดจอมโจรยูเจนิดีส ผมได้เดินผ่านบูธของสำนักพิมพ์เนชั่น และก็พบกลุ่มคนจำนวนมากกำลังมุงกันอยู่พร้อมแสงไฟแฟลชวูบวาบๆเป็นระยะ ด้วยความอยากรู้ปนสาระแนเล็กๆจึงชักเท้าก้าวเข้าไปดูก็พบกับฝรั่งหน้าตาดีมีรายการสอนภาษาอังกฤษทางช่อง 5 ทุกวันศุกร์ (จำช่วงเวลาฉายแน่นอนไม่ได้ว่ากี่โมง)

เขาคือ...




คุณ คริสโตเฟอร์  Christopher Wright  พิธีกรรายการ Chris Delivery นั่นเอง
คุณคริสมาพบปะนักอ่านทุกคนๆ พร้อมกับเซ็นลายเซ็นต์ให้กับผู้อ่านที่ซื้อหนังสือสอนภาษาอังกฤษของเขาเอง ซึ่งน้องสาวผมก็ได้อุดหนุน 1 เล่มและก็ได้ลายเซ็นต์มาเรียบร้อย (ก่อนหน้านั้นคุณแม่ได้ลายเซ็นต์แอนดรูว์ บิ๊กซ์ (สะกดผิดขออภัย) ฝรั่งใจดีอีกคนที่สอนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องให้คนไทยเข้าใจมากขึ้นมาแล้ว)


ก่อนกลับก็เดินผ่านบูธของโครงการ Green Read กระดาษถนอมสายตา ซึ่งด้านบนของบูธตกแต่งได้อย่างน่าสนใจดังรูปครับ





เป็นหนังสือที่มีใบหน้าครับ... ตรงส่วนที่เป็นใบหน้าก็สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยล่ะ... คงเป็นเทคนิคการฉายภาพนั่นแหละครับ




สุดท้าย... อยากให้ผู้ที่เข้าร่วมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12 นี้ ช่วยกันลงชื่อและแสดงความคิดเห็นกับโครงการ "ผลักดันให้การอ่านหนังสือเป็นวาระแห่งชาติ" โดยการกรอกชื่อและทำเครื่องหมายถูกลงในกระดาษแผ่นนี้ครับ



สามารถไปร่วมแสดงพลังผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติได้ตรงบูธใกล้ๆกับบูธของการสื่อสารแห่งประเทศไทยครับ

CG+ Magazine

posted on 02 Oct 2007 15:53 by deltadrive  in Book
เกริ่นนำ - บทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นแผนการโปรโมตนิตยสารและเว็ปไซต์ของนิตยสารแนว CG น้องใหม่รายหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งไม่ขอเอ่ยชื่อพาดพิง(ซะเมื่อไหร่) ที่ชักชวนให้ชาวบล็อคเกอร์เขียนบรรยายถึงนิตยสารเล่มนี้ โดยมีของล่อใจเป็นสถานภาพสมาชิกพร้อมนิตยสารเล่มนี้ส่งถึงบ้านฟรีและเจ้าของบล็อคเองก็ตกหลุมพรางด้วยความเต็มใจ เพราะอยากอ่านนิตยสารฟรีนั่นแล...



CG+ (อ่านว่า ซีจีพลัส อย่าแสลนแป๋นเป็นไฮโซอวดภูมิอ่านเป็น ซีจีบวก นะเออ...) เป็นนิตยสารรายเดือนเกี่ยวกับ Computer Graphic หัวใหม่ที่เพิ่งจะอวดโฉมบนแผงหนังสือเมืองไทยมาได้ 3 เล่มแล้ว (เล่ม 4 จ่อรอคิวออกมาอุแว้ๆบนแผงหนังสือวันที่ 5 ตุลาคม)

แต่ละเล่มที่ออกมาก็ทำให้คอกราฟฟิกร้องซี้ดกันด้วยการออกแบบหน้าปกที่สุดจะโดดเด่น โดยในเล่มที่สามก็มีน้องหลินฮุ่ยตัวเบ้อเริ่มทำหน้าแป้นแล้นโผล่มาต้อนรับนักอ่านกัน พร้อมด้วยกราฟฟิกที่ดูผ่านๆอาจจะดูเหมือนว่ามัน "รก" แต่เมื่อมองดูดีๆแล้ว มันก็แฝง "ความสวยงาม" และ "ความเจ๋ง" เข้าไว้ด้วยกัน (ตามสไตล์ Maximumlism)

เนื้อหาด้านในก็จะมีทั้งส่วนที่เป็นบทสัมภาษณ์มือกราฟฟิกเซียนๆ เจ๋งๆ มาพูดคุยกัน มีทั้งส่วนของการอัพเดทนวัตกรรมไฮเทคบ้างเล็กน้อย แนะนำเว็ปไซต์ที่มีการออกแบบ แนวคิดที่น่าสนใจจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงธีมหลักของแต่ละเล่ม

ตรงกลางเล่มเป็นพื้นที่สำหรับโชว์งานกราฟฟิกที่ทางทีมงานคัดสรรมาไว้ให้ดูกันอย่างเพลิดเพลินเจริญตาเจริญใจตบท้ายด้วย Tutorial การทำ CG แบบง่ายๆไปจนถึงขั้นเซียน มีส่วนของ Portfolioสำหรับนักศึกษากราฟฟิกรุ่นใหม่และจบเล่มด้วยการ์ตูนลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ของผู้วาดปลาหมึกยอดนักสืบ Joe The Sea - Cret Agent

โดยรวมแล้วถือว่าเป็นนิตยสารที่ออกแบบและวางรูปเล่มได้สวยงาม น่าอ่านอยู่เหมือนกัน เป็นกระดาษอาร์ทมัน พิมพ์สีทั้งเล่ม สำหรับเรื่องราคา 100 บาทนั้น อาจจะดูแพงไปบ้างสำหรับนักเรียนมัธยมบางคน แต่ถ้าจะหักค่าโทรศัพท์มือถือมาจ่ายเพื่อซื้อนิตยสาร CG ดีๆ เพื่อไว้ใช้เป็นแนวทางการศึกษาและพัฒนาผลงานของตัวเองก็น่าสนใจไม่น้อย

และสำหรับน้องๆนักเรียนที่กำลังค้นหาที่ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในสาขาของ Multimedia Design สมควรไปหยิบ CG+ เล่ม3 มาเป็นคู่มือในการตัดสินใจเลือกสถานที่เรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะทีมงานได้รวบรวมข้อมูลของมหาลัย - คณะ - คุณสมบัติ ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านนี้เอาไว้ให้อย่างครบครันแล้ว

โดยสรุป CG+ เป็นนิตยสารด้าน Computer Graphic ที่เหมือนกับเป็นพื้นที่ที่ให้มือ CG รุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงผลงานของตัวเอง รวมทั้งได้ศึกษาแนวคิดจากมือฉมังทั้งหลาย รวมทั้งมีแบบฝึกหัดเพื่อเพิ่มทักษะความชำนาญและการประยุกต์ดัดแปลงอีกด้วย

หรือหากสนใจอยากลองอ่านเนื้อหาบางส่วนที่อยู่ในนิตยสารก่อนตัดสินใจซื้อ ก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็ปไซต์ของทางนิตยสารได้ที่ www.cgplusmag.comได้ครับ

(ได้ลงมือเขียนต่อซะที หลังจากดองมานานเป็นสัปดาห์)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปเดินเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมาครับ...
ได้หนังสือติดมือกลับบ้านมา 8 เล่ม หมดเงินไป 1213 บาท...
กับโปสการ์ดและที่คั่นหนังสืออีก รวมแล้วจ่ายไปทั้งหมดในงานนี้ 1313 บาท เลขสวยแฮะ...


ก่อนออกจากบ้านก็คว้าเงินออกไปแค่ 1500 เท่านั้น คิดว่าคงไม่ได้ซื้อหนังสือมากมายอะไรนัก หยิบไปแค่นี้คงพอ... เอาเข้าจริงๆ ไม่พอที่จะซื้อ ต้องตัดใจไปก็หลายเล่ม... ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าที่โดนเพื่อนมัน "ตบ" ไปบ้าง ให้ยืมไปแล้วหายไปเลย ไม่คืนซะที อย่าง "ประวัติย่อของกาลเวลา : A Brief History of Time" ของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ก็โดนเพื่อนยืมไปไม่คืน อีกเล่มก็ "ธุลีปริศนา ตอน มีดนิรมิต" ไอ้นี่ก็รุ่นน้องที่มหาลัยยืมไปอ่าน ยังไม่ได้ทวงคืนซะที


บางเล่มก็ยังไม่เคยมีและอยากได้ แต่ราคาแพงเหลือหลายอย่าง "พจนานุกรมฉบับมติชน" อันนี้อยากได้มานานละ... แต่ราคามันแพงอ่ะ 700 กว่าๆ ซื้อหนังสือปกติทั่วๆไปได้ตั้งหลายเล่ม เลยตัดใจไปก่อน อีกเล่มก็ "Universe in Nutshell" ของอาเฮียสตีเฟ่น ฮอว์กิ้งอีกเช่นเดิม เล่มนี้ไม่แพงเท่าไร... แต่หมดตังค์ไปกับเล่มอื่นเยอะแล้ว เลยอด "คำหยาด" ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ก็ดี ทำรูปเล่มเป็นสมุดข่อย... ปกสีดำ ดูเคร่งขรึมดี... แต่ก็หมดตังไปกับเล่มอื่นๆเยอะแล้ว เลยได้แต่มองตาปริบ...


เอาล่ะ... มาดูหนังสือที่ผมซื้อมาดีกว่า


























ทั้งหมดนี้นั้นมีเพียง "ความฝันโง่ๆ" ของ วินทร์ เลียววาริณ เท่านั้นที่ซื้อมาเพื่อจะส่งให้กับแฟนที่อยู่กำแพงเพชรโน่น... ที่เหลือคือซื้อมาเพื่ออ่านเองทั้งหมด (แต่ตอนนี้ก็ขออนุญาติแฟนยืมอ่าน "ความฝันโง่ๆ" ไปครึ่งเล่มแล้ว อ่านจบแล้วค่อยส่งให้ หึหึ)


8 เล่มนี้จะใช้เวลาอ่านกี่วันกันเนี่ย เหอๆ...