posted on 02 Aug 2008 12:33 by deltadrive in Psychology
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน [1] <<< Click
หลักการคิดและปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐฏิจพอเพียง ความดังนี้ "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวหน้าต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อมามีผลกระทบใดๆอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แลกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี"
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีหัวใจหลักอยู่ที่ "3ห่วง 2เงื่อนไข" ดังที่ได้เน้นข้อความไว้ด้านบน อันได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน คือสามห่วง และสองเงื่อนไขได้แก่คุณธรรมและความรู้ หากมีแต่ความรู้เพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีตัวคอยควบคุมให้ใช้ความรู้ อาจนำความรู้นั้นไปใช้ในทางที่ผิดจนส่งผลเสียต่อตัวเอง คนอื่น และประเทศชาติได้ จึงต้องอาศัยคุณธรรมเข้าไปกำกับทิศทางการนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในทางที่เหมาะสม
สามห่วง
ความพอประมาณ ต้องรู้จักพอประมาณทั้งภายในและภายนอก ภายในหมายถึงการควบคุมตนเองให้รู้จักตอบสนองต่อความอยากมี อยากได้ อยากเป็นของตนเองอย่างพอเหมาะพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ภายนอกหมายถึงการรู้จักตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆที่มากระทบเราอย่างพอเหมาะพอควร ไม่มากและไม่น้อยไปเช่นกัน
ความมีเหตุผล คือการรู้จักใช้เหตุผลเข้าพิจารณาทุกๆปัญหาที่เข้ามากระทบตัวเรา ไตร่ตรองอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเพื่อใช้ในการรับมือกับปัญหานั้น ความมีเหตุผลจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการที่บุคคลมีข้อมูลที่มากพอ ซึ่งต้องปลูกฝังให้บุคคลเป็นผู้รักในการเรียนรู้ ขยันหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อเพิ่มข้อมูลให้กับตนเองในการนำไปใช้คิดตามหลักเหตุและผลได้เต็มที่
ระบบภูมิคุ้มกัน คือการสอนให้บุคคลรู้จักเท่าทันตนเอง รู้เท่าทันเหตุการณ์รอบตัว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และหาทางป้องกันรับมือได้ คิดคำนึงถึงผลดีและผลเสียของการเปลี่ยนแปลงนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหานั้นขึ้นมา แม้กระทั่งความล้มเหลวหากไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์นั้นได้
สองเงื่อนไข
ความรู้ บุคคลต้องมีความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพของตน มีความรู้มากพอที่จะนำไปใช้ตามหลักเหตุและผลในการรับมือความเปลี่ยนแปลงนั้น
คุณธรรม เป็นตัวกำหนดทิศทางในการนำความรู้ไปใช้ให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม หากปราศจากคุณธรรมชี้นำทิศทางแล้ว อาจนำความรู้นั้นไปใช้ในทางที่ผิด อันจะส่งผลเสียหายต่อตัวเอง สังคม คนรอบข้าง และประเทศชาติได้
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหาได้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยแฝงไว้ซึ่งหลักธรรมอันได้แก่ให้บุคคลรู้เท่าทันความคิด การกระทำของตนเอง เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงไปของโลก เป็นกลอุบายที่หยิบยกเอาหลักทางสายกลางมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน
ที่สำคัญ คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียงต้องการปลูกฝัง "จิตอาสา" นั่นคือเศรษฐกิจพอเพียงมิใช่เป็นเรื่องของคนคนเดียว มิได้สอนให้บุคคลรู้จักพึ่งพาตนเองอยู่เพียงคนเดียว แต่สอนให้บุคคลรู้จักเข้าช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลังของตน เมื่อตนเองสามารถหาเลี้ยงชีพได้อย่างพอเพียงพอประมาณแล้ว ส่วนที่เหลือเก็บเหลือใช้ก็สามารถแบ่งปันเอื้อเฟื้อให้กับผู้อื่นได้อีก อันเป็นประโยชน์แก่ทั้งตัวเองและบุคคลอื่นๆ ก่อให้เกิดความรักใคร่กลมเกลียว สมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะเกิดขึ้น
ขอให้บทความเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่ได้อ่านนะครับ...
ปล. บทความนี้เขียนขึ้นจากข้อมูลที่ได้เล็คเชอร์และจากความทรงจำที่ได้นั่งฟังการบรรยายเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว รวมทั้งจากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย อาจจะมีส่วนที่ผิดพลาดบ้าง อย่างไรก็ตามจะนำเอ็นทรี่นี้ไปให้ทางผู้บรรยายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วช่วยตรวจสอบเนื้อหาและจะนำมาแก้ไขข้อผิดพลาดทีหลังครับ
posted on 02 Aug 2008 11:52 by deltadrive in Psychology
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 ก.ค.) ผมได้มีโอกาสเข้าฟังคำบรรยายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งที่มาจากโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยตรง ซึ่งคิดว่าได้ประโยชน์และเป็นความรู้ รวมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อๆกันไปเพื่อช่วยส่งเสริมให้ทุกคนได้รู้จัก เข้าใจ และนำปรัชญานี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ความเป็นมา
เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปีมาแล้ว (พระราชดำรัสปี 2516) จนเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 จึงได้มีการหยิบเอาปรัชญานี้มาพูดถึง และให้คำนิยามไว้ในปี 2542 รวมทั้งบรรจุเข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545-2549) เพื่อใช้เป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึดหลักทางสายกลาง เพื่อให้ประเทศรอดพ้นวิกฤติ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ
แต่ว่าแผนพัฒนาฯฉบับที่9 ไม่สามารถดำเนินไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้เต็มที่ จึงได้มีการนำมาเป็นหลักสำคัญของแผนพัฒนาฯฉบับที่10 (2550-2554) อีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศและให้เศรษฐกิจเป็นตัวส่งเสริมให้บุคคลมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานต่อเนื่องมาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่8 แล้ว
ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตราที่ 83 ก็ได้กำหนดว่า "รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเป็นการขานรับกับแผนพัฒนาฯฉบับที่10 นั่นเอง
แนวทางการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในการที่จะทำให้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถเข้าถึงประชาชนทั่วทุกกลุ่มได้นั้นจำต้องมีการวางแผนงานและแบ่งกลุ่มเครือข่ายเพื่อแบ่งแยกหน้าที่และการกระจายหลักปรัชญานี้ให้ทั่วถึง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 8 เครือข่ายดังนี้
1. ผู้นำทางความคิด อันได้แก่ ผู้นำในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี หรือ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น
2. ฝ่ายวิชาการ อันได้แก่ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ ต่างๆที่จะนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับมหาลัย และมีการบรรจุหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้ลงไว้ในหลักสูตรการศึกษาด้วย (ซึ่งรามคำแหงกำลังริเริ่มจัดทำอยู่ ส่วนมหาลัยอื่นผมไม่ทราบครับ)
3. สถาบันการศึกษาและเยาวชน อันได้แก่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักและนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ตั้งแต่เด็กๆและบ่มเพาะให้กลายเป็นนิสัยที่ดี
4. ภาครัฐ อันได้แก่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปบรรจุไว้เป็นหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 และ 10
5. สื่อมวลชน ประชาชน น้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและช่วยกันเผยแพร่หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักกันไปในวงกว้าง เช่น รายการ พศ.พอเพียง เป็นต้น
6. องค์กรภาคเอกชน ซึ่งมีองค์กรเอกชนขนาดใหญ่หลายๆแห่งเช่นเครือ CP, หอการค้าไทย, เครือซีเมนต์ไทย ได้น้อมนำและช่วยส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว
7. ประชาสังคม อันได้แก่ ผู้นำชุมชน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการเผยแพ่ ให้ความรู้ จัดอบรมให้ชาวบ้านน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้
8. สถาบันการเมือง โดยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักการเมืองทุกๆคนโดยผ่านสถาบันพระปกเกล้าฯ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน [2] <<< Click
posted on 20 Jul 2008 13:49 by deltadrive in Psychology
Sigmund Salomon Freud (1856 - 1939)
ชีวประวัติ
ซิกมุนด์ ซาโลมอน ฟรอยด์ เกิด ณ เมืองไฟรเบิร์ก (Freiberg) รัฐโมราเวีย (Moravia) ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1856 เวลา 18.30 น. เป็นชาวยิว มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน บิดาชื่อจาคอบ คาลลามอน ฟรอยด์ (1815-1896) เป็นพ่อค้าเสื้อผ้าขนสัตว์ ย้อมสีและส่งขายที่เมืองกาลิเซีย และซื้อสินค้าจากกาลิเซียกลับมาขายที่ไฟรเบิร์ก มีฐานะปานกลาง ฟรอยด์เป็นลูกคนหัวปีของจาคอบกับภรรยาคนที่สาม อมาลี ฟรอยด์ (ภรรยาคนแรกและคนที่สองชื่อ แซลลี แคนเนอร์ และรีเบคก้า ตามลำดับ ทั้งสองเสียชีวิตก่อนที่จาคอบจะแต่งงานกับอมาลี)
เมื่ออายุ 4 ขวบบิดาย้ายครอบครัวไปอยู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เขาเข้าเรียนจบวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเวียนนาเมื่อ ค.ศ. 1873 วิทยฐานะนี้ประกอบอาชีพมีรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงไปศึกษาแพทย์ศาสตร์ต่อหลังจากที่ได้ฟังคาร์ล บรูเอล (Carl Bruhl) อ่านความเรียงของเกอเต้เกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งทำให้ฟรอยด์เกิดความซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ประกอบกับฟรอยด์มีความนิยมชมชอบชาร์ลส์ ดาร์วิน (1809 - 1882) อยู่แล้ว ทำให้ฟรอยด์ตัดสินใจกลับเปลี่ยนมาเรียนแพทย์แทนกฎหมายในทันที
ระหว่างเรียนฟรอยด์ได้เสนอวิจัยวิทยาศาสตร์เชิงชีววิทยาสองชิ้นในปี 1875 และ 1876 งานวิจัยทั้งสองชิ้นได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการแต่ฟรอยด์กลับคิดว่างานวิจัยทั้งสองยังไม่ดีพอ ฟรอยด์จึงเบนเข็มไปยังสถาบันสรีรศาสตร์ ที่มี เอิร์นสต์ วิลเฮล์ม วอน บรักเก้ (Ernst Wilhelm Von Brucke) เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฟรอยด์เอ่ยปากว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเขาเป็นอย่างมาก ฟรอยด์ใช้เวลาหลายปีศึกษาอยู่ที่สถาบันสรีรศาสตร์ก่อนจะหยุดพักไปเป็นทหารในกองทัพออสเตรีย-ฮังการี อยู่ 1 ปี และกลับมาสอบรับปริญญาแพทย์เมื่อปี 1881
ช่วงปี 1885 ฟรอยด์ได้รับทุนจากโรงเรียนแพทย์ในฐานะผู้บรรยายวิชาประสาทวิทยาไปดูงานที่ปารีส โดยไปดูงานที่โณงพยาบาลซาลเปตริแอร์ (Salpetriere) ในช่วงเดือนตุลาคม 1885 ถึงกุมภาพันธ์ 1886 โดยอยู่ในความดูแลของซอง มาร์แตร์ ชาร์โกต์ (Jean-Martin Charcot) ซึ่งเชี่ยวชาญในการรักษาฮิสทีเรียด้วยวิธีสะกดจิต และส่งผลให้ฟรอยด์เกิดความสนใจทางด้านสะกดจิต ก่อนที่ฟรอยด์จะได้เข้ารับการศึกษาทางด้านสะกดจิตเพิ่มเติมในโรงเรียนแนนซี่ (Nancy Shcool) ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง
ต่อมาฟรอยด์ได้มีโอกาสร่วมงานกับ โจเซฟ บรูเออร์ (Josef Breuer : 1842 - 1925) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คบหากันมานาน บรูเออร์ได้รักษาผู้ป่วยรายหนึ่งในนามแฝงว่า “แอนนา - โอ” นามจริงคือ เบอร์ธา พาพ์เพ็นไฮม์ ทั้งคู่มีข้อสมมติว่าการเจ็บป่วยของแอนนา – โอ มาจากปัญหาเรื่องเซ็กส์ของเธอเอง อันมาจากการต้องคอยดูแลพยาบาลบิดาที่ป่วยหนัก หลังจากที่บิดาเสียชีวิตลง เธอก็เริ่มมีอาการอัมพาตที่แขนและขา มีการมองเห็น การพูดที่ผิดแปลกไป (jargon) บุคลิกภาพแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งรู้ตัวเป็นปกติ มีอารมณ์เศร้าโศก แต่อีกส่วนไม่รู้ตัว วุ่นวาย และมีประสาทหลอนทางตา ฟรอยด์ได้มีโอกาสร่วมสังเกตอาการเจ็บป่วยของแอนนา – โอ นานพอควรและได้พบกับสิ่งสำคัญโดยบังเอิญ กล่าวคือ เมื่อแอนนา – โอ ถูกสะกดจิตเธอจะย้อนทวนความจำในรายละเอียดของสถานการณ์ อันเป็นต้นเหตุของอาการโรคและเสริมให้อาการโรคกำเริบและแสดงให้เห็นอารมณ์ที่เก็บกดไว้ เมื่อระบายอารมณ์เก็บกดนั้นออกไป อาการฮิสทีเรียก็หายไป
บรูเออร์และฟรอยด์รักษาแอนนา – โอ ด้วยการสะกดจิตอยู่นานประมาณ 2 ปี และเธอก็ดีขึ้น ฟรอยด์ได้อ่านรายงานผู้ป่วยอันละเอียดลออที่บรูเออร์ทำและใช้วิธีคาธาร์ซิส (Catharsis) ตามที่บรูเออร์บอกกับผู้ป่วยรายอื่นๆและเขียนเป็นรายงานชื่อว่า “การศึกษาฮิสทีเรีย” (Studies on Hysteria) และว่ากันว่าเป็นงานที่จุดประกายต่อวิชาจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เลยทีเดียว
จากนั้น ฟรอยด์ก็ได้ติดต่อกับวิลเฮล์ม ไฟลส์ (Wilhelm Fliess) ทางจดหมายและได้ปรึกษาหารือกันเป็นประจำ โดยมีคำใหม่ๆแปลกๆอย่างการเก็บกด (repression) การใส่โทษผู้อื่น (projection) หรือการเสแสร้งแต่งจิต (reaction formation) ซึ่งไฟลส์ไม่เข้าใจ และค่อยๆกลายความแน่นแฟ้นลงเรื่อยๆ สาระสำคัญในจดหมายเหล่านั้นคือสาระหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นของจิตวิเคราะห์ (The Origin of Psycho-Analysis)
ฟรอยด์ประสบปัญหาเมื่อแนวคิดในการใช้การสะกดจิตแบบชาร์โกต์และจิตบำบัดแบบฟรอยด์ (Freudian Psychotherapy) ไม่เป็นที่ยอมรับจากสมาคมแพทย์แห่งเวียนนา ขณะประสบปัญหานี้ฟรอยด์ได้พบกับความคิดอย่างใหม่ คือ ปมอิดิปัส (The Oedipus Complex) และยิ่งทำให้ฟรอยด์ถูกต่อต้านมากยิ่งขึ้นเพราะมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ศีลธรรมและยากเกินความเข้าใจ
ช่วงปี 1889 ฟรอยด์ค้นพบทฤษฎีและวิธีแปลความฝัน (The Interpretation of Dream) โดยเกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึก (Unconscious) และทฤษฎีจิตวิเคราะห์
ด้วยความที่ฟรอยด์มีแนวทางในการสำรวจจิตใต้สำนึกของตนเองก่อนถึงจะเอาไปใช้ทำความเข้าใจจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยด้วยวิธีการที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคนิคคาธาร์ซิสของบรูเออร์, การสะกดจิตผู้ป่วยแบบชาร์โกต์ จนในที่สุดฟรอยด์ก็ได้พัฒนาเป็นวิธีใหม่ที่เรียกว่า “วิธีการเชื่อมโยงอย่างอิสระ” (Free Association) จนนำไปสู่การวิเคราะห์ตนเอง (Self Analysis) ในที่สุด
ฟรอยด์ได้ก่อตั้งชมรมวันพุธ โดยมีผู้มีชื่อเสียงหลายคนเข้าเป็นสมาชิกและได้กลายเป็นสมาคมจิตวิเคราะห์ในที่สุด รวมถึง คาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung : 1875 - 1961) ซึ่งได้กลายมาเป็นศิษย์ที่สนิทกับฟรอยด์มากที่สุด ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฟรอยด์กับจุง โดยที่ฟรอยด์มีความคิดไปในทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด แต่จุงกลับมีความคิดไปในทางศาสนา คาถาอาคมและไสยศาสตร์ลึกลับ จึงทำให้จุงแยกตัวจากฟรอยด์ออกมาตั้งสำนักของตนเองชื่อว่า อนาไลติก ไซโคโลยี่ (Analytic Psychology)
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เริ่มขึ้น ฟรอยด์อาศัยข้อมูลจากสังคมและสงครามมาใช้เป็นข้อมูลในการทำงาน จนเมื่อปี 1915 ฟรอยด์ได้ตีพิมพ์รายงานวิชาการชื่อ metapsychology รวมทั้งงานชื่อ The Moses of Michael Angelo (1913) และ Totem and Taboo (1914) ด้วย
ฟรอยด์ได้กล่าวถึงสัญชาติญาณแห่งความตาย (Death Instinct : Thanatos) และสัญชาติญาณของการมีชีวิต (Life Instinct : Eros) ไว้ในงานที่มีชื่อว่า Beyond the Pleasure Principle (1920) โดยมีเนื้อหาหลักที่ว่ามนุษย์มีศักยภาพแห่งการทำลายล้างในตนเอง และในปีถัดมาก็ตีพิมพ์งานอีกชิ้น คือ Group Psychology and the Analysis of the Ego (1921)
ต่อมาในปี 1923 ฟรอยด์ได้เสนอสาระอันใหม่เอี่ยมต่อวงการวิชาแพทย์และจิตวิทยาในสมัยนั้นด้วยแนวคิดโครงสร้างของจิตใจในแบบของฟรอยด์ในงานเขียนชื่อ The Ego and the Id ซึ่งอธิบายว่าโครงสร้างทางจิตของมนุษย์นั้นแบ่งได้เป็นสามส่วน ได้แก่ Id Ego และ Super Ego การทำงานที่กลมกลืนหรือขัดแย้งกันของโครงสร้างทั้งสามนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มของพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์
ปี 1938 กองทัพนาซียกกองกำลังเข้ามาในเวียนนา ทำให้มารี โบนาปาร์ต (Marie Bonaparte) เจ้าหญิงกรีซ และเออร์เนส โจนส์ แร่งรัดให้ฟรอยด์หนีภัยสงคราม และในที่สุดฟรอยด์ก็ได้ตัดสินใจอพยพหนีสงครามไปลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ฟรอยด์เสียชีวิตในวันที่ 23 กันยายน 1939 ณ บ้านเลขที่ 20 มาเรสฟิลด์ การ์เด้น นครลอนดอนนั่นเอง
บรรณานุกรม
- Sigmund Freud ซิกมันด์ ฟรอยด์ ประวัติชีวิตการงานและฟรอยด์บำบัด, กิติกร มีทรัพย์ (2549), สำนักพิมพ์มติชน
- ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ, รศ.ดร.ศรีเรือน แก้วกังวาล (2548), สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
posted on 02 Apr 2008 23:14 by deltadrive in Psychology
ว่าด้วยเรื่องของความฝัน [1] : ความฝันไทย 4 ประเภท : ผมฝันว่าผมบินได้
ว่าด้วยเรื่องของความฝัน [2] : ทฤษฎีทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความฝัน
ว่าด้วยเรื่องของความฝัน [3] : Freud - Dream Analysis
ความฝันมีได้หลากหลายประเภทอย่างที่เคยจำแนกเหตุของความฝันในตอนที่ 1 มาแล้ว แต่ว่ายังมีฝันอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า
ฝันลูซิด (Lucid Dream)
ฝันลูซิดเป็นอย่างไร?
ฝันลูซิดต่างจากฝันชนิดอื่นๆตรงที่ว่า ขณะฝัน ผู้ฝันรู้สึกตัวดีว่ากำลังฝันอยู่ ภาพฝัน เรื่องราว และสถานการณ์ชัดเจน
จุดเริ่มในการนำฝันลูซิดมาใช้เป็นฝันบำบัดนั้น เริ่มจากการที่นักจิตวิทยาชื่อ
สตีเฟน ลา เบอร์เกอร์ (Stephen La Berger : ชื่อชวนหิว) ได้ริเริ่มการฝึกฝันแบบฝันลูซิดจนชำนาญ และพัฒนามาใช้เป็นวิธีการหนึ่งของฝันบำบัดได้
เทคนิคในการฝึกฝันลูซิดของเบอร์เกอร์คือ ให้ทำใจให้ปลอดโปร่ง สบาย บอกตัวเองว่าอยากฝันถึงเรื่องอะไร และจดจำไว้จนกระทั่งหลับไป คนที่มีปัญหาก็ตั้งจิตท่องถึงการพบวิธีแก้ไขปัญหาหรือคนช่วย เมื่อได้พบวิธีทางแก้ไขปัญหาหรือคนช่วยในความฝัน ก็ขอให้รีบจดจำวิธีแก้ปัญหาหรือสอบถามวิธีแก้ปัญหาจากคนช่วยในความฝันนั้น ซึ่งก็จะได้วิธีแก้ปัญหาตามที่ต้องการ
เบอร์เกอร์ฝึกฝันเช่นนี้เพื่อใช้เป็นการผ่อนคลายความคับข้องใจ ความกดดัน และความขัดแย้งในชีวิต ลดความเครียด เบอร์เกอร์กล่าวอีกว่า ฝันลูซิดยังช่วยให้ได้ปัญญา แก้ปัญหา ช่วยค้นหาความหมายของฝัน แถมยังสนุกสนานผ่อนคลายอีกด้วย
จบแล้วครับ สำหรับบทความว่าด้วยเรื่องของความฝัน ซึ่งเป็นการนำมาเล่าสู่กันฟังอีกต่อหนึ่งจากการอ่านจากหนังสือ
"Sigmund Freud : ซิกมันด์ ฟรอยด์ ประวัติชีวิตการงานและฟรอยด์บำบัด" กิติกร มีทรัพย์, สำนักพิมพ์มติชน 2549 และจากเนื้อหาวิชาจิตวิทยาคลินิกเบื้องต้นที่ผมได้เรียนมาจากอาจารย์วิจิตรพาณี เจริญขวัญครับ เครดิททั้งหมดก็ขอยกให้สองท่านนี้ครับ ผมเป็นแค่ผู้นำมาเล่าต่ออีกที
หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ