เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 ก.ค.) ผมได้มีโอกาสเข้าฟังคำบรรยายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งที่มาจากโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยตรง ซึ่งคิดว่าได้ประโยชน์และเป็นความรู้ รวมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อๆกันไปเพื่อช่วยส่งเสริมให้ทุกคนได้รู้จัก เข้าใจ และนำปรัชญานี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ความเป็นมา
เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปีมาแล้ว (พระราชดำรัสปี 2516) จนเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 จึงได้มีการหยิบเอาปรัชญานี้มาพูดถึง และให้คำนิยามไว้ในปี 2542 รวมทั้งบรรจุเข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545-2549) เพื่อใช้เป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึดหลักทางสายกลาง เพื่อให้ประเทศรอดพ้นวิกฤติ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ

แต่ว่าแผนพัฒนาฯฉบับที่9 ไม่สามารถดำเนินไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้เต็มที่ จึงได้มีการนำมาเป็นหลักสำคัญของแผนพัฒนาฯฉบับที่10 (2550-2554) อีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศและให้เศรษฐกิจเป็นตัวส่งเสริมให้บุคคลมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานต่อเนื่องมาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่8 แล้ว

ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตราที่ 83 ก็ได้กำหนดว่า "รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเป็นการขานรับกับแผนพัฒนาฯฉบับที่10 นั่นเอง


แนวทางการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในการที่จะทำให้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถเข้าถึงประชาชนทั่วทุกกลุ่มได้นั้นจำต้องมีการวางแผนงานและแบ่งกลุ่มเครือข่ายเพื่อแบ่งแยกหน้าที่และการกระจายหลักปรัชญานี้ให้ทั่วถึง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 8 เครือข่ายดังนี้

1. ผู้นำทางความคิด อันได้แก่ ผู้นำในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี หรือ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

2. ฝ่ายวิชาการ อันได้แก่ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ ต่างๆที่จะนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับมหาลัย และมีการบรรจุหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้ลงไว้ในหลักสูตรการศึกษาด้วย (ซึ่งรามคำแหงกำลังริเริ่มจัดทำอยู่ ส่วนมหาลัยอื่นผมไม่ทราบครับ)

3. สถาบันการศึกษาและเยาวชน อันได้แก่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักและนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ตั้งแต่เด็กๆและบ่มเพาะให้กลายเป็นนิสัยที่ดี

4. ภาครัฐ อันได้แก่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปบรรจุไว้เป็นหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 และ 10

5. สื่อมวลชน ประชาชน น้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและช่วยกันเผยแพร่หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักกันไปในวงกว้าง เช่น รายการ พศ.พอเพียง เป็นต้น

6. องค์กรภาคเอกชน ซึ่งมีองค์กรเอกชนขนาดใหญ่หลายๆแห่งเช่นเครือ CP, หอการค้าไทย, เครือซีเมนต์ไทย ได้น้อมนำและช่วยส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว

7. ประชาสังคม อันได้แก่ ผู้นำชุมชน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการเผยแพ่ ให้ความรู้ จัดอบรมให้ชาวบ้านน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้

8. สถาบันการเมือง โดยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักการเมืองทุกๆคนโดยผ่านสถาบันพระปกเกล้าฯ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน [2] <<< Click

เมื่อคืนวานเป็นตอนจบของละครเรื่อง "บาดาลใจ" ทางช่อง 3 โดยมีดารานำฝ่ายพระเอกอย่างอั้ม อธิชาติ หรือ "นายหัวหฤติ" จากจำเลยรัก ส่วนนางเอก ขออภัย จำชื่อไม่ได้...

ปกติก็ดูบ้าง ไม่ได้ดูบ้าง... แต่เมื่อคืนวานเห็นว่าเป็นตอนจบเลยนั่งดูซะหน่อย ก็นั่งดูมาเรื่อยๆไม่ได้เอะใจอะไรจนมาถึงฉากที่นางร้ายใช้อาวุธบังคับนางเอกขึ้นรถไปก็เริ่มเอะใจบางจุดในละครที่มันสะกิดใจว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร มีอะไรบ้างมาดูกัน (ชื่อในวงเล็บคือชื่อของตัวละครในเรื่อง)

1. ตอนนางร้าย(อ้อม)ใช้มีดบังคับนางเอก ก็แค่เอามีดขึ้นมาขู่ ไม่ได้จ่อคอหอย ไม่ได้ล็อคตัวนางเอก(เพิ้ง) เอาไว้ แต่ทำไมเพิ้งถึงยอมเดินขึ้นรถของอ้อมโดยง่ายดาย... ทำไมไม่วิ่งหนีไปล่ะคร้าบพี่น้อง...

2. ตอนที่เพิ้งขับรถอ้อมมาถึงตึกร้าง อ้อมเดินลงจากรถก่อนเพิ้ง... ทำไมเพิ้งไม่ล็อคประตูรถแล้วขับรถหนีไปเลยล่ะคร้าบพี่น้อง...

3. ระหว่างทางมาตึกร้าง ก็น่าจะผ่านเขตชุมชนบ้าง ทำไมนางเอกไม่หาจังหวะเบรครถกระทันหันให้อ้อมที่นั่งคุมเชิงอยู่เบาะหลังเสียหลักแล้ววิ่งลงจากรถมาขอความช่วยเหลือ หรือใช้เซ็นทรัลล็อค ล็อคประตูหลังไว้แล้วตัวเองก็วิ่งหนีออกมา?

4. ตอนที่อ้อมพาเพิ้งขึ้นไปบนตึกร้างแล้วแย่งมีด อ้อมทำมีดหล่นแล้วเสียหลักล้ม ทำไมเพิ้งวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน? ทำไมไม่วิ่งลงชั้นล่าง? หรือแท้จริงเพิ้งคือซูเปอร์เกิร์ลที่กำลังหาลานออกตัวบิน? วิ่งหนีคนร้ายไปยังดาดฟ้าแล้วคุณพี่จะหนีไปที่ไหนได้อีกล่ะคร้าบ

5. ยังดีหน่อยที่วิ่งขึ้นมาชั้นบนแล้วหาที่ซ่อนตัวแล้ววิ่งกลับลงมาข้างล่าง อันนี้ยังถือว่าพอมีไหวพริบอยู่...

6. ลงมาข้างล่าง ขึ้นรถ ประตูเปิดอ้าซ่าเลย ทำไมไม่ปิดแล้วล็อคประตูซะ อย่างน้อยก็ยังถ่วงเวลาคนร้ายได้อีกหน่อย

7. ลงมาข้างล่าง ขึ้นรถ หากุญแจรถไม่เจอ แล้วทำไมไม่วิ่งหนีเอาเลยล่ะเพ่... นั่งรอให้คนร้ายมาจัดการตัวเองเรอะ แถมได้มือถือมาแล้วก็น่าจะหยิบติดมือแล้ววิ่งหนีไปด้วย เผื่อได้ใช้ ดีกว่านั่งรออยู่ในรถแบบนั้น

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ดูเท่าไรละครับ เพราะคิดว่าทำไมมันมีอะไรแปลกๆอยู่หลายจุดจนรับไม่ไหว ก็เลยไปทำอย่างอื่นแทน มาดูอีกทีพระเอกช่วยนางเอกตอนต่องแต่งบนดาดฟ้าตึกได้ยังไงก็ไม่รู้ อ้อมโดดตึกตาย แล้วก็ไปฉากกินเลี้ยงกันที่ทะเลโน่นเลย...

แหม... ก็ไม่ได้อยากจับผิดอะไรเท่าไรอ่ะนะ แต่รู้สึกว่ามันจะเยอะเกินจนเริ่มสงสัยเลยจับผิดมาเรื่อยเลย...


ว่าแต่... ผมจะโดนแฟนละครเรื่องนี้ดักซุ่มเอาเปลือกทุเรียนตบมั้ยเนี่ย?

เย้... หลังจากปลุกปล้ำกับโฟโต้ชอปในวันแรก และมึนตึ๊บกับโค้ด CSS อีกสองวันที่เหลือ... ในที่สุดธีมใหม่ก็สำเร็จเสร็จสมบูรณ์แล้วคร้าบบบ

จริงๆแล้วอยากเปลี่ยนธีมมานานแล้วล่ะ แต่มันหาหัวข้อที่จะเป็นหลักในการทำธีมใหม่ไม่ได้นี่สิ จนเมื่อเปิดเพลง Konayuki ฟังก็เลยคิดอยากจะใช้หิมะเป็นหัวข้อหลัก ก็นั่งโหลดบรัชหิมะมาลองทำดู ปรากฏว่ายังไม่ถูกใจ เซ็งๆเลยเอาบรัชเก่าๆที่โหลดมาลองแปะๆไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าโดนแฮะ ก็เลยเปลี่ยนจากหิมะมาเป็นดอกไม้ใบไม้อย่างที่เห็นนี่แหละครับ

หลังจากนั้นก็มาปลุกปล้ำกับ CSS เพราะมีปัญหาว่าเนื้อหาเอ็นทรี่ชอบขึ้นไปเบียดทางด้านขวาของหัวข้อ เลยพยายามแก้ปัญหานี้อยู่จนในที่สุดก็สามารถแก้ไขได้ ฟู่... กว่าจะได้ก็ทำเอามึนตึ๊บไปหลายชั่วโมง...

ที่ทำธีมใหม่ก็เพราะหลายๆคนบ่นว่าบล็อคผมอ่านยาก เพราะส่วนเนื้อหาในธีมเก่าๆจะถูกบีบให้เหลือส่วนเล็กๆ ยากต่อการเลื่อนอ่านมาก ก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนมาใช้โค้ด CSS แบบใหม่ด้วยเลย แรกๆก็มึนๆ แต่เริ่มทำไปทำมาเริ่มจะเข้าใจละ...

คงได้ใช้ธีมนี้ไปอีกหลายเดือนฮะ....

วันนี้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ความสำคัญของวันนี้ก็น่าจะเดาได้ว่าเป็นวันรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง (และควรจะใช้ให้ถูกในทุกๆวัน ไม่ใช่แค่วันนี้วันเดียว)

สิ่งหนึ่งที่อยากให้มีการจัดทำเพื่อเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องคือการจัด "โต้วาที" ในระดับนักเรียน นักศึกษา

หลายปีมาแล้วมีรายการโต้วาทีระดับนักเรียน นักศึกษาทางไทยทีวีสีช่องสาม โดยมีอาจารย์กรรณิกา ธรรมเกษตร เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเป็นรายการที่ดูสนุก ให้ความรู้และอนุรักษ์ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี แต่รายการนี้ได้ล้มหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ไทยนานมากแล้ว... จึงอยากเห็นภาครัฐหรือทางสถานีโทรทัศน์สนับสนุนให้มีรายการโต้วาทีเกิดขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง

อีกเรื่องที่อยากจะเห็นทุกๆคนร่วมมือกัน คือ การใช้คำว่า "สวัสดีครับ/ค่ะ" แทนคำว่า "ฮัลโหล" ทุกครั้งเวลาคุยโทรศัพท์

ผมว่าสามารถนับจำนวนคนที่รับโทรศัพท์ด้วยคำว่า "สวัสดีครับ/ค่ะ" ได้เลยนะ ในขณะที่คนที่รับโทรศัพท์ด้วยคำว่า "ฮัลโหล" น่าจะมีจำนวนนับไม่ถ้วน ลองสังเกตดูคนรอบข้างสิครับว่ามีกี่คนที่รับโทรศัพท์ด้วยภาษาไทย หรือบางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า "ฮัลโหล" เป็นคำไทยไปแล้ว (ซึ่งจริงๆแล้วมันมาจากคำว่า Hello ในภาษาอังกฤษ)

ตัวผมแล้วใช้คำว่า "สวัสดีครับ" แทน "ฮัลโหล" จนชินปากไปแล้ว

ก็ในเมื่อภาษาไทยก็มีให้ใช้ว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ แล้วทำไมจะนำมาใช้ในเวลาโทรศัพท์กันไม่ได้เลยหรือ? หลายคนโต้เถียงว่าก็มันเท่กว่า... บางคนก็บอกว่าเวลามีต่างชาติโทรศัพท์มาก็ต้องใช้ภาษาเขาเสียหน่อย...

แต่ผมว่าใช้ภาษาไทยเถอะครับ... ผมว่าคนที่รับโทรศัพท์ด้วยคำว่า "สวัสดีครับ/ค่ะ" ดูเท่กว่า "ฮัลโหล" มากเลย เพราะ "ฮัลโหล" มีแต่คนใช้กันเยอะจน "โหล" ไปแล้ว มันเยอะจนไม่รู้สึกว่ามันเท่อะไรอีกต่อไป เวลามีคนต่างชาติโทรศัพท์มาก็รับไปว่า "สวัสดีครับ/ค่ะ" แล้วค่อยพูดคุยกับเขาด้วยภาษาอังกฤษต่อก็ไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรมากมาย เป็นการบ่งบอกให้เขารู้ด้วยว่าปลายสายคือคนไทยนะ (แม้จะรู้มาก่อนอยู่แล้วก็ตามเถอะ) เป็นคนไทยที่มีความเป็นไทยซึมลึกถึงภายใน

ไม่ได้บอกว่าคนที่ไม่ใช้ "สวัสดีครับ/ค่ะ" จะไม่เป็นคนไทย จะไม่รักภาษาไทยนะ เพียงแต่แค่อยากให้เปลี่ยนนิสัยความเคยชินกันนิดหน่อย

ที่ออกมาพูดก็แค่อยากให้มาร่วมกันสร้างความภาคภูมิใจ ที่จะบอกใครต่อใครที่โทรศัพท์มาหาเราว่าเราเป็นคนไทย มีวัฒนธรรม มีภาษาของตนเอง ด้วยการตอบรับว่า "สวัสดีครับ/ค่ะ" กันดีกว่าครับ

Sigmund Salomon Freud (1856 - 1939)

ชีวประวัติ
ซิกมุนด์ ซาโลมอน ฟรอยด์ เกิด ณ เมืองไฟรเบิร์ก (Freiberg) รัฐโมราเวีย (Moravia) ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1856 เวลา 18.30 น. เป็นชาวยิว มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน บิดาชื่อจาคอบ คาลลามอน ฟรอยด์ (1815-1896) เป็นพ่อค้าเสื้อผ้าขนสัตว์ ย้อมสีและส่งขายที่เมืองกาลิเซีย และซื้อสินค้าจากกาลิเซียกลับมาขายที่ไฟรเบิร์ก มีฐานะปานกลาง ฟรอยด์เป็นลูกคนหัวปีของจาคอบกับภรรยาคนที่สาม อมาลี ฟรอยด์ (ภรรยาคนแรกและคนที่สองชื่อ แซลลี แคนเนอร์ และรีเบคก้า ตามลำดับ ทั้งสองเสียชีวิตก่อนที่จาคอบจะแต่งงานกับอมาลี)

เมื่ออายุ 4 ขวบบิดาย้ายครอบครัวไปอยู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เขาเข้าเรียนจบวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเวียนนาเมื่อ ค.ศ. 1873 วิทยฐานะนี้ประกอบอาชีพมีรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงไปศึกษาแพทย์ศาสตร์ต่อหลังจากที่ได้ฟังคาร์ล บรูเอล (Carl Bruhl) อ่านความเรียงของเกอเต้เกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งทำให้ฟรอยด์เกิดความซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ประกอบกับฟรอยด์มีความนิยมชมชอบชาร์ลส์ ดาร์วิน (1809 - 1882) อยู่แล้ว ทำให้ฟรอยด์ตัดสินใจกลับเปลี่ยนมาเรียนแพทย์แทนกฎหมายในทันที

ระหว่างเรียนฟรอยด์ได้เสนอวิจัยวิทยาศาสตร์เชิงชีววิทยาสองชิ้นในปี 1875 และ 1876 งานวิจัยทั้งสองชิ้นได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการแต่ฟรอยด์กลับคิดว่างานวิจัยทั้งสองยังไม่ดีพอ ฟรอยด์จึงเบนเข็มไปยังสถาบันสรีรศาสตร์ ที่มี เอิร์นสต์ วิลเฮล์ม วอน บรักเก้ (Ernst Wilhelm Von Brucke) เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฟรอยด์เอ่ยปากว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเขาเป็นอย่างมาก ฟรอยด์ใช้เวลาหลายปีศึกษาอยู่ที่สถาบันสรีรศาสตร์ก่อนจะหยุดพักไปเป็นทหารในกองทัพออสเตรีย-ฮังการี อยู่ 1 ปี และกลับมาสอบรับปริญญาแพทย์เมื่อปี 1881

ช่วงปี 1885 ฟรอยด์ได้รับทุนจากโรงเรียนแพทย์ในฐานะผู้บรรยายวิชาประสาทวิทยาไปดูงานที่ปารีส โดยไปดูงานที่โณงพยาบาลซาลเปตริแอร์ (Salpetriere) ในช่วงเดือนตุลาคม 1885 ถึงกุมภาพันธ์ 1886 โดยอยู่ในความดูแลของซอง มาร์แตร์ ชาร์โกต์ (Jean-Martin Charcot) ซึ่งเชี่ยวชาญในการรักษาฮิสทีเรียด้วยวิธีสะกดจิต และส่งผลให้ฟรอยด์เกิดความสนใจทางด้านสะกดจิต ก่อนที่ฟรอยด์จะได้เข้ารับการศึกษาทางด้านสะกดจิตเพิ่มเติมในโรงเรียนแนนซี่ (Nancy Shcool) ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง

ต่อมาฟรอยด์ได้มีโอกาสร่วมงานกับ โจเซฟ บรูเออร์ (Josef Breuer : 1842 - 1925) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คบหากันมานาน บรูเออร์ได้รักษาผู้ป่วยรายหนึ่งในนามแฝงว่า “แอนนา - โอ” นามจริงคือ เบอร์ธา พาพ์เพ็นไฮม์ ทั้งคู่มีข้อสมมติว่าการเจ็บป่วยของแอนนา – โอ มาจากปัญหาเรื่องเซ็กส์ของเธอเอง อันมาจากการต้องคอยดูแลพยาบาลบิดาที่ป่วยหนัก หลังจากที่บิดาเสียชีวิตลง เธอก็เริ่มมีอาการอัมพาตที่แขนและขา มีการมองเห็น การพูดที่ผิดแปลกไป (jargon) บุคลิกภาพแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งรู้ตัวเป็นปกติ มีอารมณ์เศร้าโศก แต่อีกส่วนไม่รู้ตัว วุ่นวาย และมีประสาทหลอนทางตา ฟรอยด์ได้มีโอกาสร่วมสังเกตอาการเจ็บป่วยของแอนนา – โอ นานพอควรและได้พบกับสิ่งสำคัญโดยบังเอิญ กล่าวคือ เมื่อแอนนา – โอ ถูกสะกดจิตเธอจะย้อนทวนความจำในรายละเอียดของสถานการณ์ อันเป็นต้นเหตุของอาการโรคและเสริมให้อาการโรคกำเริบและแสดงให้เห็นอารมณ์ที่เก็บกดไว้ เมื่อระบายอารมณ์เก็บกดนั้นออกไป อาการฮิสทีเรียก็หายไป

บรูเออร์และฟรอยด์รักษาแอนนา – โอ ด้วยการสะกดจิตอยู่นานประมาณ 2 ปี และเธอก็ดีขึ้น ฟรอยด์ได้อ่านรายงานผู้ป่วยอันละเอียดลออที่บรูเออร์ทำและใช้วิธีคาธาร์ซิส (Catharsis) ตามที่บรูเออร์บอกกับผู้ป่วยรายอื่นๆและเขียนเป็นรายงานชื่อว่า “การศึกษาฮิสทีเรีย” (Studies on Hysteria) และว่ากันว่าเป็นงานที่จุดประกายต่อวิชาจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เลยทีเดียว

จากนั้น ฟรอยด์ก็ได้ติดต่อกับวิลเฮล์ม ไฟลส์ (Wilhelm Fliess) ทางจดหมายและได้ปรึกษาหารือกันเป็นประจำ โดยมีคำใหม่ๆแปลกๆอย่างการเก็บกด (repression) การใส่โทษผู้อื่น (projection) หรือการเสแสร้งแต่งจิต (reaction formation) ซึ่งไฟลส์ไม่เข้าใจ และค่อยๆกลายความแน่นแฟ้นลงเรื่อยๆ สาระสำคัญในจดหมายเหล่านั้นคือสาระหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นของจิตวิเคราะห์ (The Origin of Psycho-Analysis)

ฟรอยด์ประสบปัญหาเมื่อแนวคิดในการใช้การสะกดจิตแบบชาร์โกต์และจิตบำบัดแบบฟรอยด์ (Freudian Psychotherapy) ไม่เป็นที่ยอมรับจากสมาคมแพทย์แห่งเวียนนา ขณะประสบปัญหานี้ฟรอยด์ได้พบกับความคิดอย่างใหม่ คือ ปมอิดิปัส (The Oedipus Complex) และยิ่งทำให้ฟรอยด์ถูกต่อต้านมากยิ่งขึ้นเพราะมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ศีลธรรมและยากเกินความเข้าใจ

ช่วงปี 1889 ฟรอยด์ค้นพบทฤษฎีและวิธีแปลความฝัน (The Interpretation of Dream) โดยเกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึก (Unconscious) และทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ด้วยความที่ฟรอยด์มีแนวทางในการสำรวจจิตใต้สำนึกของตนเองก่อนถึงจะเอาไปใช้ทำความเข้าใจจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยด้วยวิธีการที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคนิคคาธาร์ซิสของบรูเออร์, การสะกดจิตผู้ป่วยแบบชาร์โกต์ จนในที่สุดฟรอยด์ก็ได้พัฒนาเป็นวิธีใหม่ที่เรียกว่า “วิธีการเชื่อมโยงอย่างอิสระ” (Free Association) จนนำไปสู่การวิเคราะห์ตนเอง (Self Analysis) ในที่สุด

ฟรอยด์ได้ก่อตั้งชมรมวันพุธ โดยมีผู้มีชื่อเสียงหลายคนเข้าเป็นสมาชิกและได้กลายเป็นสมาคมจิตวิเคราะห์ในที่สุด รวมถึง คาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung : 1875 - 1961) ซึ่งได้กลายมาเป็นศิษย์ที่สนิทกับฟรอยด์มากที่สุด ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฟรอยด์กับจุง โดยที่ฟรอยด์มีความคิดไปในทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด แต่จุงกลับมีความคิดไปในทางศาสนา คาถาอาคมและไสยศาสตร์ลึกลับ จึงทำให้จุงแยกตัวจากฟรอยด์ออกมาตั้งสำนักของตนเองชื่อว่า อนาไลติก ไซโคโลยี่ (Analytic Psychology)

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เริ่มขึ้น ฟรอยด์อาศัยข้อมูลจากสังคมและสงครามมาใช้เป็นข้อมูลในการทำงาน จนเมื่อปี 1915 ฟรอยด์ได้ตีพิมพ์รายงานวิชาการชื่อ metapsychology รวมทั้งงานชื่อ The Moses of Michael Angelo (1913) และ Totem and Taboo (1914) ด้วย

ฟรอยด์ได้กล่าวถึงสัญชาติญาณแห่งความตาย (Death Instinct : Thanatos) และสัญชาติญาณของการมีชีวิต (Life Instinct : Eros) ไว้ในงานที่มีชื่อว่า Beyond the Pleasure Principle (1920) โดยมีเนื้อหาหลักที่ว่ามนุษย์มีศักยภาพแห่งการทำลายล้างในตนเอง และในปีถัดมาก็ตีพิมพ์งานอีกชิ้น คือ Group Psychology and the Analysis of the Ego (1921)

ต่อมาในปี 1923 ฟรอยด์ได้เสนอสาระอันใหม่เอี่ยมต่อวงการวิชาแพทย์และจิตวิทยาในสมัยนั้นด้วยแนวคิดโครงสร้างของจิตใจในแบบของฟรอยด์ในงานเขียนชื่อ The Ego and the Id ซึ่งอธิบายว่าโครงสร้างทางจิตของมนุษย์นั้นแบ่งได้เป็นสามส่วน ได้แก่ Id Ego และ Super Ego การทำงานที่กลมกลืนหรือขัดแย้งกันของโครงสร้างทั้งสามนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มของพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์

ปี 1938 กองทัพนาซียกกองกำลังเข้ามาในเวียนนา ทำให้มารี โบนาปาร์ต (Marie Bonaparte) เจ้าหญิงกรีซ และเออร์เนส โจนส์ แร่งรัดให้ฟรอยด์หนีภัยสงคราม และในที่สุดฟรอยด์ก็ได้ตัดสินใจอพยพหนีสงครามไปลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ฟรอยด์เสียชีวิตในวันที่ 23 กันยายน 1939 ณ บ้านเลขที่ 20 มาเรสฟิลด์ การ์เด้น นครลอนดอนนั่นเอง


บรรณานุกรม
- Sigmund Freud ซิกมันด์ ฟรอยด์ ประวัติชีวิตการงานและฟรอยด์บำบัด, กิติกร มีทรัพย์ (2549), สำนักพิมพ์มติชน
- ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ, รศ.ดร.ศรีเรือน แก้วกังวาล (2548), สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน